


การวางแผนเพื่อการศึกษา
ค่าใช้จ่ายในการส่งบุตรเข้าเรียนโรงเรียนกินนอนในอเมริกาและยุโรปอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านบาทต่อปีโดยเฉลี่ย หากเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงค่าใช้จ่ายอาจสูงกว่านี้นอกจากนี้อัตราค่าเล่าเรียนในสถาบันที่มีชื่อเสียงเพิ่มสูงขึ้นปีละ 5-6 % ซึ่งเร็วกว่าอัตราเงินเฟ้อเสียอีกแม้แต่ละครอบครัวจะมีความแตกต่างกันทางด้านความต้องการและเป้าหมายในเรื่องทุนการศึกษาสำหรับบุตร แต่แท้จริงแล้วนี่คือภาระผูกผันระยะยาวซึ่งอาจกินเวลายาวนานกว่า 20ปีในบางกรณี ดังนั้นค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดในการส่งเด็กไปศึกษาต่อต่างประเทศอาจสูงถึง 20 ล้านบาทสำหรับเด็กในยุคปัจจุบันเช่นเดียวกับการวางแผนเพื่อการเกษียณ ช่วงเวลาและอายุของเด็กมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเลือกวีธีการสำรองเงินเพื่อการศึกษาที่เหมาะสมสำหรับบุตรหลานของท่าน ผู้วางแผนทางการเงินของเราสามารถแนะนำท่านในการวิเคราะห์การลงทุนในแบบต่างๆ ทีละขั้นตอน รวมทั้งแผนการลงทุนที่เหมาะสมกับความต้องการของท่าน ยิ่งไปกว่านั้น เรายังได้จัดเตรียมเครื่องมือเตรียวตัวเพื่อการศึกษาที่จะทำให้ท่านได้ความรู้เกี่ยวกับค่าเล่าเรียน รวมทั้งบทความต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวบริการทางเว็บไซด์

ตอนพี่เรียนประมาณ 8 แสน แต่นั่นเมื่อสิบปีก่อน ค่าเงินดอลล่าร์ แค่ 27 บาทเอง ตอนนี้น่าจะสัก สองล้านเป็นอย่างต่ำ
คุณแอน ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัย UCLA ระบุงบ (โดย) ประมาณ ในการส่งลูกเรียนต่อมหาวิทยาลัยต่างประเทศ
ทั้งอังกฤษและสหรัฐฯ ค่าเล่าเรียนเพิ่มในอัตรา ร้อยละ 5 ต่อปี
ข้อมูลที่คุณปราณีอ่านเจอจากเน็ต เมื่อสองวันก่อน
ตัวเลขเหล่านี้อาจทำให้พ่อแม่หลายคนถอดใจ แต่ไม่ใช่คุณปราณีว่าที่ คุณแม่มือใหม่ ผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลอย่างแน่นอน ด้วยพลังรักของแม่โดยมี พ่อของลูก (ต่อจากนี้ไปขอใช้ชื่อคุณปราณีคนเดียว เพราะเหนื่อยที่จะพิมพ์) เป็นกำลังใจยืนเคียงข้าง ต่างมีเป้าหมายรวมกันคือ อนาคตที่สดใสมั่นคงของ ลูก ดังนั้น ยามนี้เป้าหมายทางการเงินที่คุณปราณีมุ่งมั่นจะไปให้ถึง คือ หาทุน เตรียมไว้ให้ลูกได้ศึกษาต่อมหาวิทยาลัยดีๆ ในต่างประเทศ
และแม้ภาวะอัตราเงินเฟ้อวิ่งนำอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ตอนนี้เหลือ ร้อยละ 1.25 (ยังดีที่ธนาคารไม่คิดค่าฝากเงิน คุณปราณีคิดแบบคนมองโลก ในแง่บวก แต่เธอเชื่อว่าหากมีสติ เธอย่อมจะมีปัญญาสานฝันของเธอให้เป็น จริง แต่การจะทำฝันนี้ให้เป็นจริงก็ต้องมีการวางแผนอย่างรัดกุม ซึ่งทำให้เธอ ตกลงใจศึกษาข้อมูลอย่างจริงจัง
และนี่คือผลจากการศึกษาของคุณปราณี ที่เธอมอบลิขสิทธิ์ให้กับเราเพื่อ นำมาเผยแพร่เป็นวิทยาทาน สู่คุณผู้อ่านครับ
คิดถึงตัวเอง (ก่อน)
คนเป็นแม่ย่อมจะคิดถึงอนาคตของลูกเป็นอันดับแรก แต่ข้อแนะนำ ข้อแรกจากการศึกษาของคุณปราณีในการวางแผนส่งลูกเรียนนอก คือ ต้อง ไม่ลืมคิดถึงอนาคตของตนเองด้วย ฟังเผินๆ เหมือนจะเห็นแก่ตัวไปสักหน่อย แต่ต้องไม่ลืมว่าลูกๆ มีเวลา โอกาส และแรงที่จะทำงานหาเงินได้มากกว่า พ่อแม่ที่แก่เฒ่าลงทุกวันมิใช่หรือ เพราะฉะนั้น ก่อนจะวางแผนสะสมเงินทุน การศึกษาให้ลูก คุณแม่ต้องรู้จักเจียดเงินส่วนหนึ่งไว้ใช้ยามเกษียณด้วย (ตรงนี้หนุ่มน้อยที่มีจิตใจดีงามเอามากๆ รายหนึ่งบอกว่า ที่คุณแม่ทำเช่นนี้ ถือว่าเป็นการช่วยลูกอีกทางหนึ่ง เพราะช่วยลดภาระทางการเงินของลูก ในส่วนที่จะต้องดูแลพ่อแม่ โอ้....ช่างมีจิตใจประเสริฐเป็นยิ่งนัก)
เริ่มกันได้...ก่อนเกิด
หากหวังจะให้ลูกเป็นนักเรียนนอก อย่าไปเสียเวลากับการรอให้ลูกโต เสียก่อน ที่ควรทำคือเริ่มต้นวางแผนออมเงินได้ทันทีที่ลูกลืมตาดูโลก แต่จะเลิศยิ่งไปกว่านั้น หากจะเตรียมการกันไว้ก่อนลูกจะเกิด
ยิ่ง (เริ่ม) เร็วยิ่งดี และนั่นคือหลักพื้นฐานของการออมเงิน เพราะเงินเพียง เล็กน้อยสามารถเพิ่มค่า ได้อย่างน่าพึงใจ หากเลือกลงสะสมเงินในกองทุนที่มั่นคงให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ ตัวอย่างเช่น ลงทุนทุกเดือนๆ ละ 10,000 บาท ในกองทุนที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยร้อยละ 8 ภายในเวลา 18 ปี เงินสะสมในกองทุนจะเพิ่มมากขึ้นถึง 4.8 ล้านบาท (เป็นทุนการศึกษาสำหรับ สองปี)
หุ้น... เงินทุนส่งลูกเรียนนอก
เชื่อหรือไม่ว่า เพื่อให้ลูกได้เรียนมหาวิทยาลัยดีๆ ในต่างประเทศ การ ลงทุนที่เหมาะสมที่สุดคือ การลงทุนในหุ้น เพราะการวางแผนเก็บเงินเพื่อใช้ เป็นค่าเล่าเรียนให้ลูกเป็นการลงทุนระยะยาว ถ้าหาก ต้องการให้ค่าเงินเพิ่มขึ้น มากกว่าอัตราเงินเฟ้อ การลงุทนในตลาดหุ้นถือเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด และเมื่อถึงเวลาที่ลูกเข้าเรียนมหาวิทยาลัยจริงๆ อาจจะนำเงินส่วนนั้น เปลี่ยนไป ลงทุนในพันธบัตรเพื่อลดความเสี่ยงของการลงทุนลงได้บ้าง
ปลอดภัยกว่า เมื่อเป็นกองทุนรวม
กลยุทธ์การเพิ่มค่าเงินเพื่อเตรียมไว้เป็นทุนการศึกษาต่างประเทศให้ลูก วิธีหนึ่งที่มืออาชีพแนะนำ เพราะง่ายและไม่ซับซ้อนพาให้ปวดหัว เมื่อเทียบกับการลงทุนแบบอื่น คือลงทุนในกองทุนรวม ซึ่งในการเลือกกองทุนรวม ก็ควรสืบประวัติด้วยว่า ดำเนินการโดยมืออาชีพที่ไว้ใจได้หรือไม่ เลือกกองทุน รวม โดยดูจากผลการดำเนินงานในช่วงสามถึงห้าปีที่ผ่านมา และเปรียบเทียบ ค่าใช้จ่ายระหว่างกองทุนที่มีนโยบาย การลงทุนในแบบเดียวกันว่า สมเหตุ สมผลหรือไม่
ส่วนที่ห่วงว่าจะลืมหรือกลัวเสียเวลาในการติดต่อกับกองทุน ในกรณีที่ ต้องการซื้อกองทุนเรื่อยๆ ไปทุกเดือน ขอแนะนำให้ใช้บริการธนาคารโดยหักจากบัญชีเงินฝากเป็นรายเดือน ซึ่งเป็นการบังคับให้มีวินัยในการออม ไปในตัวอีกด้วย
มองหาความช่วยเหลือทางอื่น
จากการศึกษาของคุณปราณี ระบุว่านอกจากการออม การลงทุนในหุ้น และการลงทุนในกองทุนรวมแล้ว ที่ไม่ควรมองข้ามคือการมองหาทางเลือกอื่น เอาไว้ด้วย หากเกิดเหตุไม่คาดหมาย ทำให้เงินขาดมือ ฝันก็จะยังไม่สลาย และที่คุณปราณีเตรียมการเผื่อไว้ คือ หาข้อมูลเรื่องทุนการศึกษาและแหล่ง เงินกู้เพื่อการศึกษายังไงละครับ
แผนไหนดีที่สุด
หลังจากทราบหลักการเบื้องต้นในการวางแผนการเงินเพื่อส่งลูก เรียนนอกได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปที่ คุณปราณีเริ่มลงมือดำเนินการอย่างเป็น รูปธรรม และจากข้อมูลที่ศึกษามา พบว่าเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดเงิน (ลง) ทุนจะต้องเติบโตไปพร้อมๆ กับเจ้าตัวเล็ก
ต่อไปนี้คือการจัดสรรเงินลงทุนที่สอดคล้องกับอายุของลูก ใช้หลักกระจายความเสี่ยงว่า อายุน้อย เสี่ยง (ได้) มาก เพราะยังมีเวลาปรับแผน รับมือกับความผันผวนที่เกิดขึ้น แล้วค่อยๆ ลดความเสี่ยงลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น ของลูก จนถึงช่วงที่ลูกจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เลือกการลงทุนที่เสี่ยงน้อย ที่สุด เพื่อมิให้เงินต้นหดหายไป
นี่คือแผนการลงทุนเพื่อการศึกษาต่อต่างประเทศ ตามช่วงอายุของลูกรัก
|
อายุ แรกเกิด - 4 ขวบ ปกติแล้วช่วงเวลานี้ที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก หลังจากปลาบปลื้มชื่นชมกับสมาชิกครอบครัวคนใหม่ เจ้าตัวน้อยที่แสนจะน่ารักน่าชัง คือการดูแล ชง-ป้อนนม ซักผ้าอ้อม คิดสูตร อาหารเสริม เพื่อให้ เจ้าตัวเล็กมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ เรื่องไกลตัวอย่างการออมเงินเพื่อเป็นทุน การศึกษาให้ลูกได้เรียนมหาวิทยาลัยดีๆ ในต่างประเทศเป็นเรื่องสุดท้ายที่จะคิดถึง เพราะคิดว่ายังมีเวลาอีก 18 ปีกว่าที่ลูกจะเข้ามหาวิทยาลัย ยังมีเวลา ถมเถที่จะคิดวางแผน |
![]() |
เงินทุนร้อยละ 80 ลงไว้ในตลาดหุ้นที่มีความเสี่ยงมาก แต่ให้ผล ตอบแทนสูงกว่า เหมาะกับการลงทุนในระยะยาว ส่วนร้อยละ 20 ลงใน ตราสารที่มีอายุและความเสี่ยงปานกลาง เช่น กองทุนรวมผสม (ลงทุนในหุ้น และตราสารหนี้)
แม้จะเสี่ยงอยู่สักหน่อย แต่การลงทุนในตลาดหุ้นระยะยาวๆ นานกว่า สิบปีแบบนี้ ผลตอบแทนที่ได้มักจะเป็นบวก
|
อายุ 5 - 8 ขวบ ถ้าเริ่มลงทุนมาตั้งแต่ลูกอายุไม่ถึงห้าขวบ ก็อาจจะไม่ต้องไปปรับเปลี่ยน แผนมากนัก จะปล่อยให้เป็นไปแบบเดิมก็ได้ แต่ถ้าคิดจะลงทุนให้ลูกใน ช่วงอายุนี้ มืออาชีพแนะนำให้ลดความเสี่ยงลงสักนิด เพราะเวลาที่หายไป ในช่วงต้น อาจทำให้ไม่สามารถชดเชยการลดลงของตลาดหุ้นที่อาจจะเกิดขึ้น ได้ ดังนั้นการลงทุนในสัดส่วน ร้อยละ 75 : ร้อยละ 25 น่าจะปลอดภัย กว่า โดยลงเงินร้อยละ 75 ใน ตลาดหลักทรัพย์ อีกร้อยละ 25 ลงใน ตราสาร หรือกองทุนรวม |
![]() |
อ้อ...กลุ่มกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงปานกลาง เรียกกันว่า กองทุนประเภทผสม (Balanced) ซึ่ง กองทุนรวมประเภทนี้ จะลงทุนในหุ้นและตราสารแห่งหนี้ มักให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอและสูงกว่าผลตอบแทนเฉลี่ย ของเงินฝาก
|
อายุ 9 - 13 ปี ช่วงนี้ พรีทีน วัยฮอร์โมนเปลี่ยนของเจ้าตัวเล็ก จากเด็กประถมเป็นมัธยม ช่วงนี้ถ้าคุณแม่และคุณพ่อที่รักยังไม่ได้เริ่มวางแผนลงทุนเพื่อการศึกษา ให้ลูก บอกได้เลยว่าน่าเป็นห่วง และถึงเวลาที่จะต้องเอาจริงกันแล้ว แต่ อย่าท้อ เนื่องจากมืออาชีพยืนยันว่าด้วยเงินลงทุนเดือนละ 20,000 บาท ในช่วง เวลา 8 ปี สามารถงอกเงยขยายผลเป็นเงินทุนเพื่อการศึกษาขนาด ส่งเรียนมหาวิทยาลัยดีๆ ในต่างประเทศได้ เพราะเงินก้อนนี้สามารถเพิ่มเป็น เกือบสามล้านบาทได้ |
![]() |
|
อายุ 14 - 16 ปี ที่ควรทำในช่วงเวลาที่เหลือเพียงน้อยนิดนี้คือ ระวังไม่ให้เสียงินทุนไปกับความผันผวนของตลาดหลักทรัพย์และควรบริหารเงินทุนให้เพิ่มมากที่สุด ซึ่งหลังจากปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาถึงขนาดนี้ ที่ทำได้คือปรับสัดส่วนเงิน ลงทุนเพื่อการศึกษาออกเป็นสามส่วน สองส่วนแรกคิดเป็นร้อยละ 25 (ต่อ หนึ่งส่วน) แยกลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อยและที่มีความเสี่ยง ปานกลาง ส่วนที่เหลือร้อยละ 50 นำไปซื้อพันธบัตรรัฐบาล และช่วงที่เหมาะที่สุดในการปรับสัดส่วนการลงทุนมาเป็นแบบนี้ คือเมื่อลูกขึ้น ม. 6 |
![]() |
ส่วนพันธบัตรรัฐบาลที่ควรซื้อ ก็เลือกที่มีอายุอยู่ระหว่างสามถึงสี่ปี เพราะให้ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรระยะสั้นและได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ซึ่งใช้เป็น ค่าเทอมได้อีกด้วย โดยที่เงินทุนอีกสองส่วนยังคงให้ผลตอบแทนอยู่
|
อย่าคิดว่าแค่เตรียมทุนให้ลูกเรียนมหาวิทยาลัย จบปริญญาตรีก็พอแล้ว เพราะวิถีชีวิตที่ต้องแข่งขันเช่นในปัจจุบัน เป็นที่ยอมรับกันว่าวุฒิการศึกษา เป็นปัจจัยสำคัญช่วยเพิ่มโอกาสของความสำเร็จในชีวิตการทำงาน ดังนั้น คุณแม่ จึงควรมองการให้ไกลไปอีกนิด เตรียมทุนให้ลูกเรียนในระดับสูงกว่า ปริญญาตรี เอาไว้ด้วย (น่าจะดี) สำหรับคุณแม่ที่มีวิสัยทัศน์เช่นนี้ ขอแนะนำให้แบ่งเงินทุนเพื่อการศึกษา ของลูกออกเป็นสองส่วน ร้อยละ 80 นำไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลอายุสองถึงสามปี ส่วนร้อยละ 20 นำไปลงทุนในตราสารหนี้ที่ให้ผล ตอบแทนมากกว่าเงินฝาก แต่มีระดับความเสี่ยงไม่มากนัก แบบนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสในการลงทุนของคุณ ได้มากที่สุด
|
![]() |
ทั้งหมดนี้คือแผนการเงินเพื่อหาทุนให้ลูกอันเป็นที่รักได้ศึกษาต่อต่างประเทศในมหาวิทยาลัยดีๆ ที่คุณปราณีศึกษาหาข้อมูลมา และเพื่อให้ บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ สิ่งแรกที่คุณปราณีต้องเริ่มดำเนินการ คือ มองหาผู้ชาย ที่จะมารับบทพ่อของลูกให้ได้เสียก่อน
