ปัญหา 7 ประการที่ส่งผลร้ายต่อการออมเพื่อการเกษียณ
์

หากท่านลงทุนเป็นประจำสม่ำเสมออย่างเหมาะสม ท่านย่อมมีโอกาสประสบความสำเร็จในการลงทุนเพื่อการเกษียณ แต่ก็อาจไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป เพราะปัญหาต่างๆต่อไปนี้ อาทิ เรื่องสุขภาพ เรื่องการทำงาน เรื่องการเลี้ยงดูบุพการี รวมทั้งเรื่องชีวิตสมรส สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งก่อนและหลังเกษียณ ซึ่งล้วนแต่เป็นอุปสรรคสำคัญในการวางแผนเพื่อการเกษียณ บ่อยครั้งที่ปัญหาที่เราไม่ได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าเหล่านี้สร้างปัญหาในการออมเพื่อการเกษียณจนทำให้เราต้องเลื่อนมันออกไป ในบางกรณีมันก็เป็นสิ่งจำเป็นมากที่เราต้องวางแผนล่วงหน้าเพื่อจำกัดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้จากปัญหาเหล่านี้ สำหรับบางคนสิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือการทำใจ แต่ในบทความนี้ เราได้นำเสนอปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการวางแผนเพื่อการเกษียณ รวมทั้งขั้นตอนการแก้ปัญหา การป้องกันปัญหา และบทสรุปของปัญหา
ปัญหา 7 ประการที่ส่งผลร้ายต่อการออมเพื่อการเกษียณ
1. ปัญหาหลักด้านสุขภาพ
หากเกิดปัญหาสุขภาพ เช่น โรคหัวใจหรือโรคมะเร็งขึ้นกับตัวท่านไม่ว่าก่อนหรือหลังเกษียณ การออมเพื่อการเกษียณของท่านจะต้องประสบปัญหาอย่างแน่นอน แม้โดยทั่วไปแล้วผู้ป่วยโรคดังกล่าวจะไม่ต้องนอนโรงพยาบาล แต่ในกรณีที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลนั้นจะต้องเสียค่าใช้จ่ายอย่างมหาศาล ค่าใช้จ่ายสำหรับการผ่าตัดเพื่อขยายหลอดเลือดหัวใจนั้นอาจสูงถึง 1 ล้านบาท และถ้าจำเป็นต้องขยายเวลาในการเข้ารับการรักษาในห้อง ไอ ซี ยู อาจต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกหลายร้อยหลายพันบาท
มาตรการป้องกัน
แม้การประกันสุขภาพจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการรักษาโรค แต่นโยบายของบริษัทประกันชีวิตส่วนใหญ่จะไม่ทำสัญญากรมธรรม์ให้กับผู้ที่วัย 65 ปีขึ้นไปทั้งที่เป็นวัยที่ต้องการการประกันสุขภาพมากที่สุด อาจมีนายจ้างบางส่วนที่ทำประกันชีวิตกลุ่มให้แก่ลูกจ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้วมักไม่เป็นเช่นนั้น ดังนั้น หากนายจ้างของท่านมิได้มีนโยบายการทำประกันสุขภาพ ก็เป็นการสมควรอย่างยิ่งที่ท่านจะต้องทำประกันสุขภาพเอง แม้ว่าค่าใช้จ่ายจะสูงก็ตาม นอกจากนี้ ประกันชีวิตมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการออมเพื่อการเกษียณ เช่น ประกันที่อยู่อาศัย ประกันรถยนต์ และประกันชีวิต โปรดเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบายประกันชีวิตประเภทต่างๆได้ที่หน้า Wealth Protection
2. การเลี้ยงดูบุพการี
ความจำเป็นในการใช้เงินแบบฉุกเฉินนั้นเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับการออมเพื่อการเกษียณ แต่ก็ยังดีที่ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่นั้นสามารถคาดคะเนล่วงหน้าได้ ตัวอย่างเช่น ค่าเล่าเรียน ซึ่งจะต้องกินเวลาอย่างน้อย 18 ปีโดยมีสัญญาณเตือนล่วงหน้าคือทันทีที่เด็กเกิดมา แต่ค่าใช้จ่ายหลักที่มาแบบไม่ทันตั้งตัวคือการช่วยเหลือด้านการเงินแก่บุพการีเพื่อการเษียณของท่าน การที่คนมีอายุขัยสูงขึ้นทำให้มีความเป็นไปได้ที่บุพการีของท่านอาจสะสมเงินออมเพื่อการเกษียณไว้ไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายเมื่อเวลาแห่งการเกษียณมาถึง ลูกกตัญญูทุกคนย่อมต้องการให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่บุพการีของตนอย่างสุดความสามารถ แต่ประเด็นคือจะต้องทำอย่างไรจึงจะไม่เป็นผลเสียหายต่อกระบวนการออมเพื่อการเกษียณของตัวท่านเอง
คำแนะนำ
คำเนะนำเบื้องต้นคือให้เงินแก่บุพการีของท่าน ซึ่งอาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับบุพการีของท่านและตัวท่านเอง แต่ควรเริ่มต้นด้วยการแจกแจงค่าใช้จ่ายต่างๆของบุพการี เพื่อดูว่าจะมีหนทางช่วยเหลืออย่างไรได้บ้างโดยไม่ต้องใช้เงินที่สำรองไว้เพื่อการเกษียณของตัวท่านเอง
ท่านควรหาวิธีรับรู้ปัญหาให้เร็วที่สุดหากบุพการีของท่านต้องการความช่วยเหลือด้านการเงิน เพราะสถานการณ์จะเลวร้ายมากกว่าหากท่านไม่มีเวลาเตรียมตัวในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะคนรุ่นก่อนมักอ่อนไหวมากกับประเด็นนี้เพราะเชื่อว่าเป็นการไม่สมควรที่จะปรึกษาเรื่องการเงินกับบุตร
หากบุพการีของท่านต้องพึ่งพารายได้จากเงินบำนาญหรือเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ท่านควรทราบว่าควรจะลงทุนอย่างไรกับเงินก้อนที่ได้รับมาหลังจากเกษียณ เมื่อถึงเวลาเกษียณคนส่วนใหญ่มักไม่ใช้จ่ายเงินบำนาญให้หมดไปตั้งแต่วันแรกที่ได้รับ ดังนั้นเงินก้อนนี้จึงสามารถใช้ลงทุนได้อีกหลายปี
ท่านควรให้บุพการีย้ายมาอยู่กับท่านหลังจากเกษียณ แต่สิ่งนี้จะเป็นไปได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับความสนิทสนมในครอบครัวและท่านมีห้องว่างในบ้านหรือไม่ เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายสำหรับที่อยู่อาศัย หากบุพการีของท่านเป็นเจ้าของบ้านเอง ท่านก็สามารถขายบ้านออกไปได้เพื่อเพิ่มจำนวนเงินลงทุน
Reverse Mortgages แม้ว่าปัจจุบันนี้จะยังไม่มีการทำ Reverse Mortgages ในประเทศไทย แต่วันหนึ่งข้างหน้าคงต้องมีการรับแนวความคิดนี้เข้ามาปรับใช้แน่นอน เพราะว่า Reverse mortgage เปิดโอกาสให้เจ้าของบ้านสามารถเข้าถึงหลักทรัพย์ที่สะสมมาได้โดยไม่ต้องขายหรือย้ายออกไป ผู้ที่อยู่ในวัยเกษียณจำนวนมากเป็นเจ้าของบ้านราคาแพง นี่จึงเป็นแหล่งเงินทุนเพื่อการเกษียณที่ดียิ่ง จำนวนเงินกู้เจ้าที่เจ้าของบ้านวัยเกษียณได้รับนั้นจะถูกประเมินบนพื้นฐานของมูลค่าราคาบ้าน จากนั้นธนาคารหรือผู้ให้กู้จะจ่ายเงินเป็นรายเดือนให้แก่เจ้าของบ้านตราบจนชั่วชีวิต ขณะเดียวกันเจ้าของบ้านยังสามารถรักษาสิทธิความเป็นเจ้าของบ้านได้ตลอดชั่วอายุขัยของตนโดยไม่ต้องขายหรือย้ายออก (โดยทั่วไปยังอนุญาตให้คู่ชีวิตสามารถครอบครองบ้านได้ต่อไปจนกว่าจะเสียชีวิตเช่นกัน) เมื่อเจ้าของบ้านเสียชิวิตแล้วกรรมสิทธิ์ของบ้านหลังนั้นจะตกเป็นของธนาคารหรือผู้ให้กู้ทันที เว้นแต่ว่าบุตรหลานของเจ้าของบ้านจะชำระเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยคืนให้เรียบร้อย Reverse mortgage จึงหมายความว่าหลักทรัพย์บ้านที่ว่านี้จะไม่สามารถถูกโอนให้แก่ทายาทได้ แต่อย่างไรก็ดีท่านและทายาทจะไม่มีทางเป็นหนี้เกินกว่ามูลค่าราคาบ้าน อย่างไรก็ตาม ท่านควรตระหนักด้วยว่าจำนวนเงินที่ reverse mortgage จ่ายแต่ละเดือนนั้นจะไม่ถูกปรับขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น กระบวนการ reverse mortgage ต้องได้รับการดำเนินการอย่างรอบคอบระมัดระวัง เพราะกระบวนการจัดการนั้นค่อนข้างซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้ผู้ดำเนินการที่ขาดจรรยาบรรณใช้ reverse mortgages เป็นเครื่องมือในการฉ้อโกงเอาประโยชน์จากผู้สูงอายุได้
วิธีการดังกล่าวนี้อาจฟังดูเห็นแก่ตัวไปบ้าง แต่ท่านก็ไม่ควรปล่อยให้เป้าหมายการออมเพื่อการเกษียณของท่านต้องหลุดลอยไป มิฉะนั้นท่านอาจต้องลงเอยเช่นเดียวกับบุพการีของท่าน
3. การว่างงาน
หากประสบปัญหาการว่างงานเป็นเวลานานแม้กระทั่งกับผู้ที่ทุ่มเทเต็มที่กับการออมเพื่อการเกษียณมากที่สุด ไม่เพียงทำให้การออมหยุดชะงักเท่านั้น แต่เงินออมที่ได้สะสมมาแล้วก็อาจลดลงไปด้วย สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ วางแผนล่วงหน้าเพื่อบรรเทาปัญหาหากต้องประสบกับภาวะว่างงาน
เตรียมเงินทุนสำรองฉุกเฉินไว้จำนวนหนึ่งซึ่งสามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายของท่านได้เป็นระยะเวลา 3-6 เดือน การทำเช่นนี้จะช่วยให้ท่านไม่ต้องนำเงินจากบัญชีที่ท่านออมเพื่อการเกษียณมาใช้
ไม่ควรหยุดออมเพื่อการเกษียณจนกว่าจะถึงเวลาอันสมควร การว่างงานอาจทำให้ท่านไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการออมเพื่อการเกษียณได้
ควรปรับปรุงประวัติการทำงานให้ทันสมัยและแสวงหาโอกาสใหม่ๆอยู่เสมอ แม้ว่าท่านจะยังไม่มีความคิดที่จะเปลี่ยนงานก็ตาม การวางแผนล่วงหน้าดังกล่าวนี้จะเปิดโอกาสให้ท่านหางานได้ก่อนคู่แข่งโดยเฉพาะในช่วงภาวะวิกฤต เช่น วิกฤตเศรษฐกิจ ปี 1997
ทุกสิ่งอาจไม่เป็นอย่างที่ท่านคิดฝันไว้และพบว่าตัวเองกำลังว่างงานหรือทำงานเงินเดือนต่ำอยู่ ในกรณีที่ท่านมีเงินออมมากพอแล้วหรือพร้อมที่จะใช้ชีวิตแบบไม่ฟุ่มเฟือยได้ และบริษัทมีข้อเสนอสำหรับการเกษียณก่อนกำหนด ท่านควรตรึกตรองว่าจะสามารถจะขอเกษียณก่อนกำหนดได้หรือไม่
อีกทางเลือกหนึ่งคือเลื่อนการเกษียณอายุออกไปเพื่อหาเงินทดแทนส่วนที่หายไปจากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากต่ำและอัตราผลตอบแทนจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทใหม่ไม่เป็นที่น่าพอใจ รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการที่ท่านมีเวลาทำงานเก็บเงินเพิ่มขึ้นอีก 1-2 ปี กอปรกับเวลาในการใช้ชีวิตหลังเกษียณลดลงไป 1- 2 ปี น่าจะเติมเต็มส่วนต่างที่สูญเสียไปได้
หากจะมีข้อดีสักอย่างหนึ่งสำหรับการว่างงาน นั่นคงเป็นการที่ทำให้คนบางคนค้นพบได้ว่าคนเราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสมถะ ลองประเมินงบการใช้จ่ายและงบสำรองเพื่อการเกษียณของตัวท่านเองใหม่ บางทีท่านอาจพบว่าท่านมีความสุขได้โดยปราศจากการใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย
ประการสุดท้าย ท่านต้องแน่ใจว่าท่านมีประกันคุ้มครองที่จำเป็นสำหรับตัวท่านในที่ขณะที่ทำงานอยู่ที่ทำงานแห่งใหม่หรือในระหว่างที่ท่านว่างงาน
4. การหย่างร้าง
หากท่านได้วางแผนเพื่อการเกษียณของท่านพร้อมคู่สมรส แต่แล้วกลับต้องกลายมาเป็นโสดนั้นคงส่งผลกระทบกับแผนการเกษียณและฐานะทางการเงินของท่านมากทีเดียว อย่างแรกคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่คนสองคนแยกกันอยู่ต้องมีค่าใช้จ่ายแพงกว่าที่การอยู่ด้วยกัน ค่าที่อยู่อาศัยต้องเพิ่มขึ้นแน่นอนเช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายอื่นๆ การหย่าร้างก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายต่างๆมากมายเกี่ยวกับข้อตกลงในการหย่าร้างและค่าใช้จ่ายทางกฎหมายอื่นๆ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ล้วนส่งผลเสียกับเงินสำรองเพื่อการเกษียณรวมถึงเงินออมของท่านด้วย
จากข้อมูลของสหรัฐ National Center for Health Statistics ระบุว่าคู่สมรสมากกกว่า 50 % ของคู่สมรสทั้งหมดในอเมริกาลงเอยด้วยการหย่าร้าง ในต้นยุคปี 90 อายุเฉลี่ยของคู่สมรสที่มีการหย่าร้าง ชายอายุ 35 ปี หญิงอายุ 33 ปี ผลกระทบด้านลบต่อความสามารถในการได้มาซึ่งการใช้ชีวิตอย่างสุขสบายยามเกษียณจะยิ่งรุนแรงสำหรับผู้ที่หย่าในช่วงบั้นปลายของชีวิต ยิ่งไปกว่านั้น ความสามารถในการออมของท่านยังลดลงอีกด้วย เนื่องจากค่าครองชีพเพิ่มขึ้น ค่าเลี้ยงดูคู่สมรส ค่าใช้จ่ายของบุตร และค่าใช้จ่ายอื่นๆ จากมุมมองทางด้านการเงินนั้น การหย่าร้างเป็นเรื่องซับซ้อน คนส่วนใหญ่จึงต้องปรึกษาทนายความด้านภาษีหรือที่ปรึกษาด้านการเงินในระหว่างดำเนินการ (สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม โปรดดูหน้า Personal Finance )
5. อัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ย
เงินเฟ้อเป็นศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดสำหรับวัยเกษียณเพราะทำให้ทรัพย์สินของท่านมีมูลค่าลดลงและมาตรฐานการครองชีพลดต่ำลง แม้ว่าจะไม่มีใครคิดว่าประเทศไทยจะมีชะตากรรมเช่นเดียวกับประเทศอาร์เจนติน่าเมื่อช่วงยุคปี 80 ซึ่งอัตราเงินเฟ้อสูงมากจนทำลายสังคมทั้งระบบ แต่ประเทศไทยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2005 เงินเฟ้อสูงถึง 5.2 % ขณะที่อัตราเงินฝากเหลือเพียง 2.5 % ผู้ที่อยู่ในวัยเกษียณกำลังเดือดร้อน รายได้จากเงินเดือนบำนาญ 120,000 บาท ในอีก 10 ปีจะมีค่าเพียง 82,000 บาทเท่านั้น ภายใต้สมมติฐานว่าอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 3.5 % ถ้าอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 4.5 % รายได้จากเงินเดือนบำนาญดังกล่าวจะมีค่า 74,000 บาท และถ้าอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 5.5 % รายได้จากเงินเดือนบำนาญดังกล่าวจะมีค่า 66,000 บาท ซึ่งเป็นมูลค่าเพียงครึ่งหนึ่งของจำนวนเดิม ยิ่งซ้ำร้ายไปกว่านั้น ภาวะที่อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อจะทำให้ผู้ที่อยู่ในวัยเกษียณยากลำบากมากขึ้นอีกเท่าตัวหากมีชีวิตอยู่ด้วยการพึ่งพาเงินออม
ท่านจะรับมืออย่างไรในภาวะอัตราเงินเฟ้อสูงและอัตราเงินฝากต่ำ มันไม่ใช่เรื่องง่ายแน่นอน แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ ต้องไม่กลัวการลงทุนในหุ้น เพราะมันจะทำกำไรได้มากกว่าในระยะยาว ทางออกอีกทางหนึ่งคือการเก็บออมเงินให้มากขึ้น เงินปันผลจากหุ้นก็จะสามารถช่วยได้อีกทางหนึ่ง เงินปันผลจากหุ้นของบริษัทที่มีฐานะทางการเงินดีมีอัตราเงินปันผลสูงถึง 3-4 % หรือมากกว่า แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งจำเป็นที่ท่านทำได้ในความเป็นจริง คือ คำนวณดูว่าท่านต้องการเงินเป็นจำนวนเท่าใดสำหรับวัยเกษียณโดยรักษามาตรฐานการครองชีพที่ดีของท่านเช่นในปัจจุบันขณะที่ท่านกำลังวางแผนทางการเงิน
6. ผลตอบแทนที่ผันผวนของหุ้น
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับการลงทุนในหุ้น คือ ราคาหุ้นผันผวนมูลค่าลดลง แต่ความกลัวนี้สามารถถูกกำจัดออกไปได้ด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ
การกระจายการลงทุน นักลงทุนที่ชาญฉลาดวัยใกล้เกษียณซึ่งได้กระจายการลงทุนทั้งในพันธบัตรและหุ้นต่างประเทศด้วยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงหุ้นภายในประเทศเท่านั้น จริงอยู่ที่ว่า หากตลาดหุ้นตกจะส่งผลร้ายกับการลงทุนในกลุ่มตราสารทุน แต่บ่อยครั้งที่ระดับความรุนแรงไม่เท่ากันเสมอไปจึงช่วยบรรเทาปัญหาไว้ได้
ระยะเวลาการลงทุน แม้กระทั่งผู้ที่วัย 65 ปีแล้ว คนส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการนำเงินออมออกมาใช้ทั้งหมดทันทีในวันที่เกษียณ ดังนั้นแม้แต่ผู้ที่วัย 65 ปีก็อาจมีเงินเหลือสำหรับการลงทุนได้อีกหลายปี เพราะช่วงเวลาแห่งการเกษียณอาจเป็นระยะเวลาถึง 15 25 ปี และจากที่เคยเป็นมาในอดีตหุ้นก็สามารถกลับตัวทำกำไรได้อีกในระยะเวลาเท่าๆกัน จึงเป็นเรื่องดีที่ทำให้การลงทุนของท่านกลับฟื้นตัวขึ้นได้
7. การมีชีวิตยืนยาวขึ้น
คนอเมริกันรุ่นก่อนจะเกษียณเมื่ออายุ 65 ปีและมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกจนอายุ 78 ปี ปัจจุบันนี้ คนที่อายุ 65 ปีจะสามารถมีชีวิตยู่ได้จนอายุ 82 ปี ขณะที่คู่สมรสหญิงของชายวัย 65 ปีอาจมีชีวิตอยู่ได้จนอายุ 85 ปี ซึ่งอาจจะไม่ใช่เรื่องดีสำหรับการวางแผนเพื่อการเกษียณ อย่างไรก็ตาม ยิ่งเรามีอายุยืนยาวขึ้นเท่าไร เรายิ่งต้องการเงินเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ผู้หญิงมีความเสี่ยงในการมีชิวิตยืนยาวมากกว่าผู้ชายหลายปี จากสถิติทางประชากรศาสตร์ จำนวน 2 ใน 3 ของผู้ที่อายุ 85 ปีขึ้นไปนั้นเป็นเพศหญิง แต่เนื่องจากผู้หญิงมักมีแนวโน้มในการทำงานไม่ต่อเนื่อง ส่วนใหญ่ชอบทำงานประเภทชั่วคราว และได้รับค่าตอบแทนน้อยกว่าในการทำงาน จึงทำให้ผู้หญิงมีเงินออมเพื่อวัยเกษียณน้อยกว่ามาก ยิ่งไปกว่านั้นผู้หญิงวัยรุ่น (อายุ 21-34 ปี) มักต้องแบกรับภาระหนี้สินมาก ทั้งผู้หญิงและผู้ชายจึงควรต้องออมและลงทุนเพื่อสำรองไว้ใช้ราวกับกว่าพวกเขาจะมีอายุยืนยาวจน 95 ปี แทนที่จะเป็น 85 ปี
|