ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร : เรื่อง Asset Management After Retirement
กรณีศึกษาที่ 4 : จัดการทรัพย์สินเมื่อถึงวัยเกษียณ
แต่ก่อนสังคมไทยมีความเป็นอยู่ แน่นแฟ้นกว่าในปัจจุบัน มักจะรวมกัน เป็นครอบครัวใหญ่ ดูแลช่วยเหลือและพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เดี๋ยวนี้ครอบครัวคนไทยมีขนาดเล็กลง ลูกโต แล้วก็แยกไปอยู่ที่อื่นตามแบบสังคมตะวันตก ทำให้คนไทยต้องหันมาพึ่งตนเอง นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็ทบ ทวีขึ้น เพราะคนเรามีอายุยืนยาวกว่าแต่ก่อน ผู้หญิงไทยโดยเฉลี่ยอยู่ได้ถึง 72 ปี ส่วนผู้ชายไทยก็อยู่ที่ประมาณ 67 ปี ค่ารักษาพยาบาลและดูแลสุขภาพ (Health Care) ก็สูงขึ้น ดังนั้น คนที่มี รายได้จึงพยายามออมทรัพย์ไว้ใช้ในวัยหลังเกษียณอายุ คนที่มีเงินออมใน ยามแก่ชราจึงถือว่าได้เปรียบกว่าคนที่ไม่มี
คนเกษียณอายุ
นายสุรินทร์ อายุ 68 ปี เกษียณจากบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ขณะนี้อยู่บ้านกับภรรยาซึ่งมีอายุ อ่อนกว่า 10 ปี มีบุตร 2 คน ซึ่งโตและทำงานแล้ว แต่ยังอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน นายสุรินทร์มีโรคประจำตัวต้องหาหมอเป็นประจำ เดือนหนึ่งจ่ายค่ารักษาพยาบาล 2-3 หมื่นบาท ซึ่งค่ารักษานี้ถือเป็น รายจ่ายตัวใหญ่ที่สุดของเขา ฐานะการเงินแบ่งออกได้ดังนี้
จากการวิเคราะห์การเงิน และรายรับรายจ่ายของนายสุรินทร์ ผมมีความเห็นดังนี้
1. เขาโชคดีที่มีเงินเก็บออม ทำให้มีรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผล และโดยที่เขาเป็นคนชอบค้นคว้า มีความรู้ จึงเขียนหนังสือ และมีรายได้จากการเขียน บทความให้หนังสือพิมพ์และนิตยสารต่างๆ ได้รับ ค่าลิขสิทธิ์ ปีหนึ่งประมาณ 100,000 บาท
2 .ในเวลาเดียวกัน ภรรยาก็ทำงานเป็นพนักงานขายตรง (Direct Sale) จึงมีรายได้อีกปีหนึ่ง 200,000 บาท ทำให้ทั้งครอบครัวมีเงินพอจับจ่ายใช้สอย ค่อนข้าง สบาย
3. นายสุรินทร์เป็นคนมัธยัสถ์ตั้งแต่ยังหนุ่ม เขากับภรรยา จึงผ่อนบ้านตั้งแต่เริ่มทำงาน ขณะนี้บ้านผ่อนครบแล้ว ไม่มีหนี้สินแต่ประการใด การออมเงินจะต้องเริ่มตั้งแต่ ยังหนุ่มยังสาว และออมสม่ำเสมอ หากสามี ภริยาช่วยกันออมจะมีเงินเหลือมากกว่า คนที่ออม ก่อนมีโอกาสจะรวยเร็วกว่าคนที่มาเริ่มในตอนที่ อายุมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมัยก่อนดอกเบี้ย เงินฝากสูงกว่าปัจจุบัน ทำให้การลงทุนได้ผลงอกงาม กว่าสมัยนี้ ท่านผู้อ่านจึงควรจำไว้เป็นตัวอย่าง
4เนื่องจากนายสุรินทร์มีโรคประจำตัวต้องจ่ายค่ารักษา พยาบาลปีหนึ่ง 300,000 บาท เขาควรศึกษาว่าจะใช้ประโยชน์จากโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค ของรัฐบาลได้หรือไม่ หากใช้ได้ จะทำให้ค่าใช้จ่ายใน การรักษาพยาบาลลดลงอย่างมาก กระทรวงสาธารณ สุขพยายามให้ประชาชนไปลงทะเบียนเพื่อรับบัตร ทอง ถ้าเขาไม่ควบคุมรายจ่ายประเภทนี้ หากสุขภาพ ทรุดโทรมลงอีก และการรักษาพยาบาลต้องใช้ยาแพง กว่านี้ จะทำให้รายจ่ายท่วมรายได้
5. การหลีกเลี่ยงค่ารักษาพยาบาลมีอีกวิธีหนึ่งคือ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หากทำได้ทุกวันจะยิ่งดี ตาม คำแนะนำที่ว่า Do your heart a favor, exercise การออกกำลังกายช่วยให้ร่างกายแข็งแรง นอนหลับ และถ้าควบคุมอาหารมิให้มีน้ำหนักเกินพิกัด โอกาส ปลอดโรคจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เป็นการประหยัดค่า ดูแลสุขภาพ (Health Care)
6. การวางแผนการเงินของครอบครัว ทุกคนต้องมุ่งว่า เมื่ออายุมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งใกล้เกษียณ ต้อง ไม่ให้มีภาระหนี้สิน ในบั้นปลายของชีวิตรายได้จะลดลง รายจ่ายเพิ่มขึ้น หากมีหนี้สินซึ่งต้องจ่ายทั้ง เงินต้นและดอกเบี้ย จะทำให้การเงินทรุดตัวลงอย่าง รวดเร็ว บางคนถึงกับต้องขายบ้าน แล้วเอาเงินไปใช้ จ่ายแล้วไปเช่าบ้านอยู่ ซึ่งกว่าจะตายทรัพย์สมบัติ อาจจะใช้ไปหมดแล้ว ไม่เหลือเป็นมรดกตกทอดให้แก่ ลูกหลาน บางครั้งก็มีหนี้สินด้วย สมัยนี้คนเราจะหันมา พึ่งลูกหลานก็ยาก ทุกคนควรออมเงินไว้ดูแลตัวเอง ได้ในยามแก่ชรา
7. ลูกของนายสุรินทร์มีความกตัญญูกตเวที ทั้งสองคนจึง ให้เงินเขาใช้จ่ายปีหนึ่ง 200,000 บาท ซึ่งเป็นเงินที่ ไม่ต้องเสียภาษี การเป็นคนกตัญญูกตเวทีนอกจากจะสร้างความสุขให้ตนเองที่ได้ดูแลพ่อแม่แล้ว ยังเป็นการ สร้างบุญกุศลแก่ตัวผู้ให้เอง ทำให้ชีวิตและการงาน ราบรื่นและเจริญก้าวหน้า ผมมักจะพูดเสมอว่า เกิด เป็นลูกคนจนได้เปรียบกว่าคนรวย กล่าวคือ มีโอกาส ได้ดูแลพ่อแม่อย่างที่ผมปฏิบัติมาเป็นเวลา 40 ปี ตั้งแต่อายุ 18 จนถึงขณะนี้ 58 ปี ส่วนลูกคนรวย มักจะไม่ค่อยคิดถึงเรื่องนี้ เพราะนึกไปว่า พ่อแม่มี สตางค์อยู่แล้ว ถ้าลูกให้พ่อแม่สัก 1,000 บาท พ่อแม่ จะมีความสุขมากกว่าหาเงินได้เอง 1 ล้านบาท เสียอีก
8. ประการสุดท้ายผมเห็นด้วยกับที่เขาเอาเงินออม 5.5 ล้านบาท แบ่งลงทุนเป็นหุ้น 2.5 บาท เพราะหาก เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวอย่างต่อเนื่องปีหนึ่ง 6-8 เปอร์เซ็นต์ ตามนโยบายของรัฐบาล โอกาสจะได้กำไรจากหุ้นก็มีมาก ในเวลาเดียวกัน เนื่องจากเขา มีอายุมากแล้วควรลงทุนอย่างระมัดระวัง การนำเงิน 3 ล้านบาท ไปซื้อพันธบัตรถือว่าเป็นการกระทำ ที่รอบคอบ