
My Word is My Bond
ภัชราพร ช้า ง แก้ว : เรื่อง
อนันต์ พิศาลสุทธิกุล : ภาพ
New Home for Corporate Bonds
หุ้นกู้ภาคเอกชนในกระดานตลาดหลักทรัพย์
ช่องทางการลงทุนอีกช่องทางหนึ่ง สำหรับประชาชนทั่วไปหรือนักลงทุน รายย่อยก็คือการซื้อหุ้นกู้ ซึ่งก็คือตรา สารหนี้ นั่นเอง โดยแบ่งออกเป็นตราสาร หนี้ภาคเอกชน หรือ หุ้นกู้ภาคเอกชน (Corporate Bond) และพันธบัตรรัฐบาล (Government Bond) คอลัมน์ My Word Is My Bond ซึ่ง เป็นคอลัมน์เปิดใหม่ในฉบับนี้ ต้องการที่จะแนะนำตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน ให้ท่านผู้อ่านได้รู้จัก โดยมีวัตถุประสงค์ ให้ผู้อ่านได้มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับตลาด ตราสารหนี้ ซึ่งก็เป็นช่องทางการลงทุนที่ น่าสนใจอีกตลาดหนึ่ง
ประเดิมเปิดคอลัมน์ ด้วยการแนะนำให้รู้จักการซื้อขายหุ้นกู้เอกชนในกระดาน ตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเริ่มเปิดซื้อขายเมื่อ ปลายเดือน พ.ย. 2546 โดยมีสินค้าเป็นหุ้น กู้เอกชน 22 ตัวจากบริษัทผู้ออก 7 ราย ซึ่งก็เป็นบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งสิ้น
เกศรา มัญชุศรี ผู้อำนวยการโครงการพัฒนา ตลาดตราสารการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บอกกับ M&W ว่าตลาดตราสาร หนี้มีความคึกคักหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 บวกกับสภาพที่อัตราดอกเบี้ยในประเทศได้ ลดต่ำลงเรื่อยมา ดังนั้นการระดมทุนด้วยการ ออกตราสารหนี้จากบริษัทต่างๆ ถือเป็นวิธีที่มี ต้นทุนดอกเบี้ยต่ำกว่าการกู้เงินจากธนาคาร และการกู้เงินจากต่างประเทศ รวมทั้งการออกหุ้นสามัญด้วย เพราะตลาดหุ้น สามัญ ไม่นับปีที่แล้ว ก็ไม่ได้คึกคักมากนัก ราคาหุ้นสามัญก็ไม่ได้ดีนัก ดังนั้น Premium หรือกำไรก็จะไม่สูง การออกหุ้นกู้นั้นถือว่าเป็นการออกในตลาดแรก เมื่อมีนักลงทุนซื้อจาก ผู้ออกหุ้นกู้ไปแล้ว ก็ต้องมีตลาดรองมารองรับให้สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือ กันเองในหมู่นักลงทุนได้ โดยไม่เกี่ยวกับผู้ออกหุ้นกู้ ซึ่งโดยทั่วไปนั้นก็จะซื้อขายกันในตลาดที่เรียกว่า OTC Market หรือ over-the-counter market
ตลาด OTC นั้นก็ทำได้โดยผู้ซื้อผู้ขายต่างยกหูโทรศัพท์ต่อรองราคา ซื้อขายกันเอง หรือจะผ่านคนกลางที่เรียกว่า Dealer ก็ได้ ซึ่งการซื้อขายใน ไทยก็เป็นลักษณะเช่นนี้ เมื่อมีการซื้อขายตกลงราคาเรียบร้อยแล้ว ก็มีการ รายงานเข้าไปที่ศูนย์ซื้อขายตราสารหนี้ไทย หรือ Thai Bond Dealers Club (ThaiBDC)
ดังนั้นในเรื่องกรรมวิธีการซื้อขาย ถือว่าต่างคนต่างต่อรอง ทำกันเอง ทีนี้ตลาดหลักทรัพย์ซึ่งมีบทบาทเป็นตลาดรองนั้น ไม่ได้มีข้อจำกัดว่าจะเป็นตลาดสำหรับการซื้อขายเฉพาะหุ้นเท่านั้น สามารถที่จะให้มีการซื้อขาย
หลักทรัพย์ได้ทุกประเภทที่ เป็นไปตาม พ.ร.บ.ตลาดหลัก ทรัพย์ฯ หมายความว่าหุ้นกู้ก็ สามารถที่จะทำได้ด้วย แต่ว่าที่ ผ่านมาไม่ได้มีการเปิดช่องทางนี้ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการร้องขอจากบริษัทจดทะเบียนว่าทำไมไม่มี การเปิดช่องทางเหล่านี้ เกศรา เล่าที่มาที่ไปของการเปิดให้มี การซื้อขายหุ้นกู้เอกชนผ่าน ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ เกศรามาร่วมงานกับ ตลาดหลักทรัพย์เมื่อกลางปี ที่แล้ว และผลงานแรกของ เธอก็คือการผลักดันให้มีการ ซื้อขายหุ้นกู้เอกชนในตลาด หลักทรัพย์ฯ เธอมีพื้นฐาน การศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และไปต่อระดับปริญญาโท ด้านการเงินจากสหรัฐฯ จาก นั้นก็ทำงานในตลาดทุนเรื่อย มา โดยเริ่มต้นที่ฝ่ายการธนาคาร ธนาคารแห่งประเทศไทย แล้วผันตัวเอง มาทำด้านหลักทรัพย์กับโบรกเกอร์อยู่หลายปี จากนั้นมาทำงานเป็นผู้จัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และที่ทำงานสุดท้ายก่อนมาร่วมงานกับ ตลาดหลักทรัพย์ฯคือศูนย์ซื้อขายตราสารหนี้ไทย
นับว่าเธอเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์หลายหลายด้านในตลาด ทุนไทย เกศราเล่าว่าในเมื่อตลาดหลักทรัพย์เป็นแหล่งซื้อขายตราสารต่างๆ อยู่ แล้ว มีช่องทางกระจายการเผยแพร่ราคาตามสื่อต่างๆ นอกจากนี้ก็มีการ ร้องขอจากทางบริษัทจดทะเบียนขอให้เปิดช่องทางการซื้อขายหุ้นกู้เอกชน ซึ่งในกรณีที่บริษัทจดทะเบียนมีการออกหุ้นกู้หลายครั้ง คิดเป็นมูลค่าสูงมาก การที่จะขายให้นักลงทุนสถาบันอาจจะมีดีมานด์ไม่มากพอ ต้องอาศัยกำลังซื้อจากนักลงทุนที่เป็นประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มผู้ฝากเงินใน ธนาคาร ที่มีบัญชีเงินฝากเป็นเลขหลักร้อยล้านบาทขึ้นไป เราจะเห็นว่าหุ้นกู้ของบริษัทชั้นนำที่มีการออกหุ้นกู้มูลค่าที่สูงมากนั้น ผู้ที่ถือหุ้นกู้เหล่านี้อยู่ก็คือผู้ฝากเงินในธนาคาร ซึ่งการลงทุนหุ้นกู้มี ธรรมชาติการลงทุนคล้ายกับการฝากเงินในธนาคารคือถือลงทุนระยะยาว แต่บางครั้งก็มีปัญหาในกรณีที่ต้องการถอนเงิน จะไม่ได้รับความสะดวก คล่องตัวเท่ากับการฝากเงินในธนาคาร เพราะต้องขายผ่านทางธนาคารระบบนี้ถือว่าไม่มีความคล่องตัวเท่าที่ควร เพราะสถาบันการเงินอาจไม่ ต้องการซื้อหุ้นกู้ในจังหวะที่นักลงทุนต้องการขาย และนักลงทุนอาจต้องไป สอบถามจากหลายสถาบัน ซึ่งจะเสียเวลามาก หรือแม้กระทั่งคนที่อยากจะซื้อ ก็ต้องไปหาของจากสถาบันการเงินด้วยตัวเอง นั่นคือความไม่สะดวกคล่องตัวของตลาด OTC และนำมาสู่การเปิดซื้อ ขายหุ้นกู้ผ่านตลาดหลักทรัพย์ ในเมื่อตลาดหลักทรัพย์มีช่องทางอยู่แล้ว น่าจะเปิดโอกาสให้ตัวหุ้นกู้มาค้าขายบนกระดานตลาดฯ ได้มากขึ้น ซึ่งราคา ซื้อขายก็จะกระจายออกไปสู่นักลงทุนได้มากขึ้น ส่วนวิธีการซื้อขายก็จัดให้ เหมือนการซื้อขายหุ้นสามัญที่เป็นที่เข้าใจกันอย่างกว้างขวางอยู่แล้ว และในแง่ของบุคลากร ที่จะให้คำปรึกษานักลงทุนได้ นั้น ตามแหล่งโบรกเกอร์ ต่างๆ ก็มีอยู่พอสมควร
หุ้นกู้ที่ซื้อขายในตลาด
หลักทรัพย์เวลานี้ ทำเฉพาะหุ้นกู้ของบริษัทจดทะเบียน เพราะบริษัทฯ เหล่านี้มีการ รายงานข้อมูลให้ตลาดเป็นราย ไตรมาสอยู่แล้ว
ในส่วนของความคึกคักใน การซื้อขายปัจจุบันยังมีมูลค่า ไม่มากนัก จะเป็นการซื้อขาย ของรายที่ไม่ใหญ่นัก แต่โดยระบบสามารถอำนวยการให้มี การซื้อขายได้ถึงหลักพันล้าน หรือหมื่นล้านบาท แต่ที่เทรด กันอยู่ตอนนี้มีแค่วันละ 4-5 ล้านบาทเท่านั้น ยังถือว่าไม่มาก
การถือหุ้นกู้ของนัก- ลงทุนทั่วไป ตอนนี้ยังเป็นลักษณะการถือลงทุน เป็น Buy&Hold คือถือไว้แทนการ ฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์ แต่หากเป็นนักลงทุนสถาบันนั้น จะมีการซื้อๆ ขายๆ เท่าที่ตรวจสอบดูเห็นว่ามีดีมานด์ในฝ่ายซื้อ แต่การ ขายยังมีไม่มากนัก
ดังนั้น นโยบายพัฒนาการซื้อขายหุ้นกู้ในปีนี้ เกศราเล่าว่าจะดูแลให้มี Market Maker แต่อาจจะยังไม่เต็มรูปแบบ ให้เข้ามาช่วยในการทำให้มีการ เสนอซื้อ เสนอขายในหุ้นกู้หลายตัวที่อยู่ในกระดาน ตอนนี้กำลังจัดทำ รายละเอียดกันอยู่ คือ พยายามหาคนขาย หรือหาในข้างซัพพลาย โดยหานักลงทุนสถาบันบางรายเข้ามาค้าขายในกระดานนี้
ข้อดีของการซื้อขายหุ้นกู้ในตลาดหลักทรัพย์ฯ เกศราอธิบายว่า เมื่อมี การรับคำสั่งซื้อหรือขายแล้ว Trading Transaction จะเป็นไปตามนั้น ไม่มีการยกเลิก ขณะที่หากเป็นตลาด OTC และผู้ซื้อขายไม่เคยเป็นลูกค้า
กับสถาบันการเงินมาก่อน ก็ต้องมีการเปิดบัญชี หรือเปิด Line ก่อน จึงจะสามารถมาค้าขายได้ ซึ่งส่วนมากลูกค้ารายใหญ่ก็จะไม่มีปัญหา สามารถ ขอไลน์ได้ แต่หากเป็นลูกค้าบุคคลธรรมดาทั่วไป ต้องจ่ายเงินสด เราจะเห็นเวลาที่ไปซื้อขายที่แบงก์ ต้องจ่ายเงินสดหรือเอาใบหุ้นกู้ไปสลักหลังให้ทันที เพราะว่าไม่มีเครดิตต่อกัน แต่สำหรับที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ นั้น เวลาการชำระราคาและส่งมอบ หรือ Settlement Period คือ T+2 จะสั้นกว่าหุ้นสามัญ 1 วัน
สำหรับเรื่องที่นักลงทุนมีความวิตกว่าปีนี้อัตราดอกเบี้ยจะเปลี่ยนทิศนั้น เกศราในฐานะผู้คุ้นเคยการซื้อๆ ขายๆ ตราสารหนี้มาหลายปีบอกว่า อัตราดอกเบี้ยจะเปลี่ยนไปในทิศทางขึ้น ซึ่งโดยปกติแล้ว ราคาตราสารหนี้ จะเปลี่ยนไปในทิศทางลบ เมื่อดอกเบี้ยขึ้น ราคาก็ลง ความต้องการที่จะถือหุ้นกู้ไม่น่าจะมีมากนัก เพราะราคาไม่ดี แต่ว่าก็มีประเด็นสำหรับคนที่ ไม่อยากฝากเงินกับธนาคาร อยากจะลงทุนในหุ้นกู้ ก็อาจจะมีคนมาขาย หุ้นกู้ให้ท่านมากขึ้น ท่านก็จะมีหุ้นกู้ให้เลือกซื้อได้มากขึ้น
เธอบอกด้วยว่า อัตราผลตอบแทนสำหรับหุ้นกู้ที่มีอายุคงเหลือ 3 ปี ตอนนี้ก็ประมาณ 3-4 เปอร์เซ็นต์ ก็ถือว่ายังดีกว่าการฝากเงิน ซึ่งหุ้นกู้ ที่ค้าขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ นั้นได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือตั้งแต่ A- จนถึง AA- ถือว่ามีคุณภาพดีพอสมควร