สุนิสา เศรษฐศาสตรบัณฑิตสาว ที่ฉลองปริญญาใบแรกไปเมื่อ ไม่กี่เดือน มองโทรศัพท์มือถือด้วยหัวใจพองโต เพราะเพิ่งจะได้รับ การยืนยันจากบริษัทข้ามชาติแห่งหนึ่งให้เริ่มต้นทำงานในฐานะพนักงานใหม่ในเดือนหน้า

แน่นอน... เธอดีใจอย่างที่สุด เพราะเมื่อเทียบกับเพื่อนๆ ที่เพิ่งเดินออกมาจากรั้วมหาวิทยาลัยในยุคที่ตัวเลขอัตราการว่างงานสูงระดับนี้ การได้ร่วมงานกับบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ระดับโลกไม่ได้ เป็นเพียงความโชคดีอย่างที่สุดเท่านั้น แต่ยังหมายถึงรายได้ต่อเดือนที่น่าพอใจ

และด้วยรายได้ระดับนี้ หนึ่งในรายการที่ต้องทำ นอกจากการซื้อ เสื้อผ้า รองเท้า และเครื่องประดับแบรนด์เนม ก็คือ ทำบัตรเครดิต เพราะนี่คือผลิตภัณฑ์ทางการเงินอันเป็นที่นิยมของคนรุ่นใหม่ที่มี ไลฟ์สไตล์ทันสมัย

จากจุดเริ่มต้นเพื่อความปลอดภัยในการจับจ่ายใช้สอย ภาพลักษณ์ของบัตรเครดิตปรับเปลี่ยนเป็น “เอกลักษณ์แห่งความร่ำรวย” และเป็นดั่ง “เสรีภาพแห่งการจับจ่าย” ทำให้สามารถใช้จ่ายได้อย่างไร้ขีดจำกัด ซึ่งเป็นผล มาจากการหาจุดขายของบัตรเครดิตโดยสถาบันการเงินผู้ออกบัตร เหมือนปรากฏ การณ์อีกหลายอย่างในบ้านเรา แนวคิดและวิถีดำเนินชีวิตที่บัตรเครดิตเข้ามามี บทบาทสำคัญนี้ เกิดขึ้นเพราะการเติบโตของเศรษฐกิจที่เดินตามรอยประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งมักใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตแทนเงินสด ประเทศไทยของเราเปิดรับประสบการณ์นี้ ดังนั้น ในช่วงที่เศรษฐกิจของเราฟื้นตัวขึ้น การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตจึงเริ่มคึกคักเป็นยิ่งนัก

เพราะบรรยากาศสดใสเช่นนี้เอง จำนวนบัตรเครดิตและยอดใช้จ่ายผ่านบัตร จึงพุ่งทะยาน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานว่า ไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว มีบัตรเครดิตทั้งหมดในระบบมากถึง 3 .7 ล้าน (อ่านว่า สามล้านเจ็ดแสน) ใบ ส่วนไตรมาสแรกของปีนี้ ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 3.9 ล้าน (อ่านว่า สามล้านเก้าแสน) ใบ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังประเมินอีกว่าสิ้นปีนี้ บัตรเครดิตน่าจะมีมากถึง 4.5 ล้าน (สี่ล้านห้าแสน) ใบ เพิ่มขึ้นจากปี 2545 ร้อยละ 21.6 แต่น้อยกว่าตัวเลขการ เติบโตในปี 2545 ที่เพิ่มขึ้นจากปี 2544 ที่ร้อยละ 46.5 ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดให้ผู้มีรายได้ขั้นต่ำ 15,000 บาทต่อ เดือนเท่านั้นที่มีสิทธิถือบัตรเครดิต และผู้ออกบัตรจะคิดดอกเบี้ยได้ไม่เกินร้อยละ 18

ในสนามแข่งขันที่มีกฎกติกาเข้มงวดเช่นนี้ ผู้ออกบัตรที่หวังครอบครองส่วน แบ่งการตลาดเป็นที่หนึ่ง จึงพากันหันมาใช้กลยุทธ์การตลาด ล่อใจผู้ประสงค์จะมีบัตรด้วยการให้สิทธิประโยชน์หลากหลายรูปแบบ ซึ่งดูเหมือนว่าจะได้ผล เพราะเมื่อเทียบกับช่วงสิ้นปีที่แล้ว ตัวเลขการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในไตรมาสแรกของ ปีนี้เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.8 และที่น่าสนใจคือ ผู้ออกบัตรได้ฐานลูกค้าใหม่ที่ไม่เคยมีบัตรเครดิตมาก่อนเพิ่มขึ้น

ผลจากการส่งเสริมการขายบัตรเครดิต ไม่ได้ผลักดันให้การใช้จ่ายโดยรวม สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเท่านั้น แต่ยังทำให้ตลาดบัตรเครดิตกลายเป็นตลาดของผู้ บริโภค เนื่องจากสามารถเลือกถือบัตรที่ (คิดแล้วว่า) เหมาะสมกับตนเองได้ อย่างเต็มที่ ส่วนผู้ออกบัตรที่ต่างมีเป้าหมายเดียวกัน ต้องพลิกแพลงกลยุทธ์ การตลาด เพิ่มจำนวนสมาชิกผู้ถือบัตรเครดิตให้ได้มากที่สุด และเมื่อถึงทางตัน ก็คิดค้นสิ่งล่อใจใหม่ๆ มาตอบสนองผู้บริโภค ซึ่งหนีไม่พ้นการส่งเสริมการขายเพื่อ กระตุ้นการใช้จ่ายผ่านบัตรของตนเอง

แม้โอกาสในตลาดบัตรเครดิตจะเป็นของผู้บริโภค แต่ในฐานะบัณฑิตเศรษฐ ศาสตร์หมาดๆ ที่ยึดหลักการอ่านฉลากก่อนซื้อ อันเป็นหลักเกณฑ์พื้นฐานในการตัดสินใจซื้อสินค้าเพื่อให้ตนเองได้สิทธิประโยชน์สูงสุด สุนิสาจึงทำการศึกษา ข้อมูลที่เกี่ยวกับเครดิต

และนี่คือข้อมูลเบื้องต้นที่เธอค้นคว้ามาได้

ปฏิบัติการ 4 ขั้นตอนเพื่อประโยชน์สูงสุดในการใช้บัตรเครดิต

      1. ควรศึกษารายละเอียดในสัญญาบัตรเครดิต

      โดยจุดสำคัญที่สุดของสัญญาบัตรเครดิตระหว่างคุณกับธนาคารผู้ออกบัตร ที่คุณต้องอ่านให้ละเอียดเพื่อทำความเข้าใจคือ รายละเอียดและเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิต ตั้งแต่วงเงินที่ได้รับอัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม วิธีการชำระเงิน ฯลฯ

      2. ควรเข้าใจถึงสิทธิ

      การเข้าใจสิทธิของผู้ถือบัตรจะทำให้คุณรักษาสิทธิของคุณได้ ดังนั้น เมื่อมีข้อ สงสัยใดๆ เกี่ยวกับการใช้บัตร ต้องสอบถามธนาคารผู้ออกบัตรให้กระจ่าง อย่าง ขั้นตอนในการเพิ่มหรือลดวงเงิน, การให้ความคุ้มครองความเสียหายของสินค้า หรือบริการที่ซื้อด้วยบัตรเครดิต, ผู้ใช้บัตรต้องรับผิดชอบจ่ายสินค้าและบริการ หรือไม่ หากมีผู้นำบัตร ที่ถูกแจ้งว่าสูญหายหรือถูกขโมยไปซื้อสินค้า, การเพิ่มวง เงินเพื่อใช้ในต่างประเทศ หรือบัตรได้รับบริการประกันภัยขณะเดินทางหรือไม่

      3. ควรหาข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการใช้บัตรเครดิตเพิ่ม อาทิ
    • ค่าธรรมเนียมต่างๆ แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะประกาศให้ ธนาคารพาณิชย์ที่ดำเนินธุรกิจบัตรเครดิตในประเทศคิดอัตราดอกเบี้ยรวมค่า ธรรมเนียมได้ไม่เกินร้อยละ 18 ต่อปี ซึ่งทำให้บัตรเครดิตมีอัตราดอกเบี้ยใกล้ เคียงกัน แต่คุณก็ควรใส่ใจเรื่องค่าธรรมเนียมอื่นๆ ด้วย อย่างเช่น ค่าธรรมเนียม รายปี ค่าธรรมเนียมแรกเข้าหรือการขอเพิ่มวงเงิน เพราะธนาคารแต่ละแห่งมีอัตราต่างกัน และมีบางแห่งไม่เรียกเก็บเลย
    • ระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย ปกติแล้วการซื้อสินค้าหรือบริการด้วยบัตร เครดิต จะมี “ระยะปลอดดอกเบี้ย” แต่ช่วงเวลาที่คุณไม่ต้องเสียดอกเบี้ยการใช้บัตรนี้ ธนาคารแต่ละแห่งจะกำหนดต่างกันไป โดยจะอยู่ระหว่าง 45-55 วัน และธนาคารบางแห่งในบางประเทศอาจไม่มีระยะเวลาที่ว่านี้ คือคุณต้องจ่าย ดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่คุณซื้อสินค้าหรือบริการ
    • การเบิกเงินสดล่วงหน้า เหมือนการกู้เงินประเภทหนึ่ง แต่อัตราค่า ธรรมเนียมการเบิกเงินสดล่วงหน้าจะต่างจากดอกเบี้ยผ่อนชำระ (หรือชำระล่าช้า) ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารทุกแห่งคิดค่าธรรมเนียมการเบิก เงินสดล่วงหน้าได้ร้อยละ 3 แต่ในประเทศอื่นๆ อัตราค่าธรรมเนียมอาจต่างออกไป
    • การคำนวณดอกเบี้ย การคำนวณดอกเบี้ยบัตรเครดิตจะต่างจากดอกเบี้ย เงินกู้ประเภทอื่นที่คิดเป็นเดือน แต่บัตรเครดิตคิดดอกเบี้ยตามจำนวนวัน เมื่อ เริ่มใช้บัตรเครดิตก็เท่ากับกู้เงินจากธนาคารที่ออกบัตรแล้ว และทุกเดือนคุณจะได้รับใบแจ้งหนี้ (Statement) หากไม่ต้องการจ่ายดอกเบี้ย คุณต้องชำระค่าใช้จ่าย แบบเต็มจำนวน แต่ถ้าคุณต้องการผ่อนชำระ ก็ควรศึกษาการคำนวณดอกเบี้ยของ ธนาคารที่ออกบัตรให้ดี เพราะแต่ละแห่งจะคิดต่างกัน ซึ่งส่วนมากจะคำนวณตั้งแต่วันที่ซื้อสินค้าหรือบริการ แต่ก็มีบางแห่งเริ่มคิดในวันถัดจากวันที่สรุปยอดถึงวันชำระ ซึ่งคุณสอบถามการคำนวณดอกเบี้ยอย่างละเอียดจากธนาคารผู้ออกบัตรได้ ในกรณีที่คุณไม่ชำระเงินเต็มจำนวน ดอกเบี้ยของยอดค้างชำระจะบวกเข้ากับเงินต้น เป็นยอดใหม่ และในเดือนถัดมา หากยังไม่ชำระเต็มจำนวน คราวนี้ ดอกเบี้ยจะคิดจากยอดใหม่ ที่ส่วนหนึ่งคือดอกเบี้ยที่เกิดจากยอดค้างชำระของ เดือนที่แล้ว หมายถึงว่าคุณต้องจ่ายดอกเบี้ยของดอกเบี้ย ดังนั้น คุณจึงควรชำระเงินค่าบัตรเครดิตมากกว่าจำนวนเงินขั้นต่ำที่คุณต้องชำระในแต่ละเดือน และควรหาข้อมูลอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิต รวมทั้งบันทึกการใช้จ่ายด้วยบัตรเครดิต (รวมดอกเบี้ย) ทุกครั้งด้วย
      4. ควรใช้บัตรเครดิตในวงเงินเท่าใด

      เพราะบัตรเครดิตเป็นรูปแบบหนึ่งของการกู้ยืม ดังนั้น การใช้จ่ายด้วยบัตร เครดิตจึงควรอยู่ในหลักการบริหารหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามกฎ 20-10นั่นคือค่าใช้จ่ายจากการกู้ยืม (ไม่รวมค่าผ่อนบ้าน) ไม่ควรเกินร้อยละ 20 และค่าใช้จ่ายประจำเดือนไม่ควรเกินร้อยละ 10 ของเงินเดือน สมมติว่าคุณมีเงินเดือน 15,000 บาท ค่าใช้จ่ายในส่วนของการกู้รวมการใช้จ่ายผ่านบัตร ไม่ควรเกิน 3,000 บาท

  ข้อเสนอ และเงื่อนไข... ทางหลายแพร่งที่คุณเลือกเอง  

หลังจากศึกษาข้อมูลเบื้องต้น 4 ข้อ เพื่อผู้บริโภคบัตรเครดิตแล้ว บัณฑิต เศรษฐศาสตร์ ผู้ประสงค์จะมีบัตรเครดิต อย่างสุนิสา เดินหน้าตามตำรา ศึกษาหา ข้อมูลบัตรเครดิตจากสถาบันการเงินในประเทศ เทียบเคียงว่าบัตรของสถาบันการ เงินแห่งใดที่จะตอบสนองความต้องการของเธอได้สูงสุด

เปรียบเทียบบัตรเครดิต

ผู้ออกบัตร

ประเภท

รายได้ขั้นต่ำ ต่อเดือน(บาท)

อัตราดอกเบี้ย(%)

ระยะปลอดดอกเบี้ย(วัน)

ค่าธรรมเนียมรายปี(บาท)

ค่าธรรมเนียม เบิกเงินสดล่วงหน้า

บัตรเครดิตเคทีซี เคทีซี วิซ่า / มาสเตอร์การ์ด บัตรเงิน 15,000 บัตรทอง 40,000 17.75 45 ฟรีตลอดชีพ 120 บาท ทุก 3,000 บาท
ธ.ซิตี้แบงค์ ซิตี้แบงค์วิซ่า / มาสเตอร์การ์ด/ซิตี้แบงค์เคลียร์ บัตรเงิน 15,000 บัตรทอง 40,000 15,000 (ต่างชาติ80,000) 18 55 ฟรีแรกเข้า 3% ของจำนวนเงินเบิกถอน
บัตรเครดิตกรุงศรีจีอี กรุงศรีจีอีวีซ่า / มาสเตอร์การ์ด บัตรเงิน 20,000 บัตรทอง 40,000 18 50 ฟรีแรกเข้า 3% ของจำนวนเงินเบิกถอน
อิออน ธนทรัพย์ อิออนมาสเตอร์การ์ด 15,000 18 52 200 n.a.
ธ.สแตนดาร์ดชาร์เตอร์นครธน วีซ่า / มาสเตอร์การ์ด คลาสสิก 15,000 บัตรทอง 40,000 18 51 คลาสสิก 750 บัตรทอง 1,700 3% ของจำนวนเงินเบิกถอน
ธ.กรุงเทพ บัตรเครดิตกรุงเทพ บัตรเงิน 15,000 บัตรทอง 30,000  18 45 บัตรเงิน 500 บัตรทอง 1,000 150 บาท ทุก 3,000 บาท
ธ.กรุงเทพ กรุงเทพอเมริกันเอกซ์เพรส คลาสสิก 15,000 บัตรทอง 50,000 18 45 คลาสสิก 750 บัตรทอง 1,250 150 บาท ทุก 3,000 บาท
ธ.กสิกรไทย วีซ่า / มาสเตอร์การ์ด 15,000 18 45 ฟรีแรกเข้า 150 บาท ทุก 3,000 บาท
ธ.ไทยพาณิชย์ วีซ่า / มาสเตอร์การ์ด บัตรเงิน 15,000 บัตรทอง 50,000  18 45 ฟรีแรกเข้า 3% ของจำนวนเงินเบิกถอน
ธ.ดีบีเอสไทยทนุ ไทยทนุมาสเตอร์ คลาสสิก 15,000 บัตรทอง 40,000 MLR+9% 45 คลาสสิก 500 บัตรทอง 1,000 3% ของจำนวนเงินเบิกถอน
ธ.ทหารไทย ทหารไทยวีซ่า บัตรเงิน 15,000 บัตรทอง 40,000  17.50 50 บัตรเงิน 500 บัตรทอง 1,000 3% ของจำนวนเงินเบิกถอน
ธ.ยูโอบีรัตนสิน ยูโอบีวีซ่า คลาสสิก 15,000 บัตรทอง 40,000 18 55 คลาสสิก 500 บัตรทอง 750 6% ของจำนวนเงินเบิกถอน หรือขั้นต่ำ 250 บาท
ธ.เอชเอสบีซี วีซ่า / มาสเตอร์การ์ด คลาสสิก 15,000 18 51 ฟรีแรกเข้า 3% ของจำนวนเงินเบิกถอน
ไดเนอร์ส คลับ ไดเนอร์ส คลับ 30,000 18 - 2,000 3% ของจำนวนเงินเบิกถอน

 ซิตี้แบงค์ > 5 แสนใบ
 กรุงศรี จีอี ~ 5 แสนใบ
 KTC > 6.5 แสนใบ
 กสิกรไทย > 4.5 แสนใบ
 กรุงเทพ > 4 แสนใบ
 เอเชีย > 1.5 แสนใบ
 ไทยพาณิชย์ > 3 แสนใบ

เทียบตารางแล้วจะเห็นว่าไม่ต่างกันเท่าไรนัก ดังนั้น สิ่งที่เธอจะนำมาเป็นปัจจัยในการตัดสินใจในลำดับต่อไป คือ สิทธิประโยชน์ที่จะได้รับในส่วนของ โปรโมชั่นส่งเสริมการขายของบัตรเครดิตแต่ละเจ้า ซึ่งมีจุดขายต่างกันดังนี้

เคทีซี : ฟรีค่าธรรมเนียมตลอดชีพ

นิวัตต์ จิตตาลาน
กรรมการผู้จัดการบัตรเครดิต เคทีซี

ปี 2536 ก่อนที่จะกลายเป็น บมจ. บัตรเครดิตกรุงไทย (KTC) เป็นแค่หน่วย งานขนาดเล็กในธนาคารกรุงไทย ที่มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เกือบ 3,000 ล้านบาท จากจำนวนฐานบัตร 70,000 ใบ และยังมีความเสียหายจากบรรดา แฮกเกอร์อีก 18 ล้านบาท

แต่หลังการแปรรูปเป็นบริษัทมหาชนเมื่อปลายปีที่ผ่านมา บัตรเครดิตกรุงไทย กลับมีผู้ถือบัตรกว่า 650,000 ใบ และในปีนี้มีเป้าหมายจะเพิ่มยอดอีก 300,000 ใบ นับเป็นตัวเลขที่มากพอสมควร เมื่อพิจารณาข้อจำกัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกฎระเบียบของทางการ การแข่งขันที่รุนแรง และพื้นที่ตลาดที่แคบลง ซึ่งปัจจัย เหล่านี้ไม่ได้ทำให้ผู้บริหารเคทีซี กังวลว่าจะไปไม่ถึงเป้าหมาย เพราะมั่นใจว่า กลยุทธ์ "ฟรีค่าธรรมเนียมตลอดชีพ" จะสามารถดึงลูกค้าให้หันมาถือบัตรเครดิต เคทีซีเพิ่มขึ้น ว่ากันว่ากลยุทธ์ ไกล้าหาญชาญชัยไ นี้ สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับวงการธุรกิจบัตรเครดิตในประเทศเป็นยิ่งนัก เพราะไม่มีค่ายไหนเคยดำเนิน การมาก่อน

นอกจากนี้ เคทีซี ยังจัดกิจกรรมต่างๆ ซึ่งก่อให้เกิดการปฏิวัติตลาดบัตรเครดิต อันเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจบัตรเครดิตรูปแบบใหม่ ผลลัพธ์คือสร้างฐานการตลาด ให้กว้างและแข็งแกร่ง

“ช่วงที่ผ่านมามีผู้ถือบัตรเครดิตแห่งอื่นหันมาถือบัตรของเคทีซีมากขึ้น เพื่อ หลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายต่างๆ มากมายที่ผู้ประกอบการรายอื่นคิดค้นขึ้นมาไ คำบอกเล่า ของ หทัยพร จิรจริยาเวช นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย)

จุดเด่นของบัตรเครดิตเคทีซีอยู่ที่ราคาต่ำกว่า แม้อัตราดอกเบี้ยจะเท่ากัน แต่บัตรเครดิตเคทีซีไม่คิดค่าธรรมเนียมรายปีตลอดชีพ ลูกค้าเห็นว่าเกิดประโยชน์ น่าเก็บไว้ ถึงจะเป็นบัตรที่สองในกระเป๋าก็ตาม

“เคทีซี เป็นบัตรเครดิตที่นำเสนอโปรโมชั่นแตกต่างจากคู่แข่ง และมีความ หลากหลาย ที่สำคัญทุกวันนี้ เป็นที่รู้จักค่อนข้างมากในแง่ของความทันสมัย รวดเร็ว น่าจับต้องและน่าใช้” นิวัตต์ จิตตาลาน กรรมการผู้จัดการบัตรเครดิต เคทีซี บอก  

บัตรซิตี้แบงก์ : แจกทอง

วรรวิมล กนกธนาพร
ผู้อำนวยการอวุโส สายงาน ผลิตภัณฑ์สินเชื่อรายย่อย ธนาคารเอเชีย
 ก่อน 15 ตุลาคมนี้ สมัครบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ รับสร้อยคอทองคำ ด้วย เงื่อนไขง่ายๆ คือต้องซื้อสินค้าผ่านบัตรอย่างน้อยห้าครั้ง ภายในหนึ่งเดือน

แรงจูงใจและเงื่อนไขที่กระตุ้นให้ลูกค้าใช้จ่ายผ่านบัตรถี่ขึ้น

กลยุทธ์ของซิตี้แบงก์ครั้งนี้ เป็นการให้สิทธิประโยชน์ที่จัดว่าตื่นตาและแปลก ใหม่ในวงการธุรกิจบัตรเครดิต ที่ใครต่อใครก็พากันพูดถึง การมอบของกำนัลให้ แก่สมาชิกใหม่เพื่อต้อนรับเข้าสู่โลกแห่งการจับจ่าย

ครั้งนี้ ฉีกขนบเก่าๆ ในวงการ ธุรกิจบัตรเครดิตเป็นอย่างมาก เพราะคงไม่มีใครคาดมาก่อนว่าสมัครบัตรเครดิต แล้วจะได้สร้อยคอทองคำ แต่เมื่อต้องการรักษาฐานลูกค้าเอาไว้ กลยุทธ์การตลาด เพิ่มสิทธิประโยชน์ลงไปในบัตรที่คิดว่าตรงใจและสร้างความประทับใจให้ลูกค้าได้ มากที่สุด จะถูกนำมาใช้

“ทุกวันนี้ผู้ออกบัตรอยู่ในสนามการแข่ง ที่ลูกค้าจะดูเรื่องการได้สิทธิประโยชน์ เป็นหลัก การนำสร้อยคอทองคำมาแจก เพราะเป็นสิ่งมีค่าเทียบกับเงิน นั่นหมาย ความว่าบัตรเครดิตของเรามีคุณค่าดั่งทอง” วรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ผู้จัดการ ฝ่ายการตลาด ส่วนบัตรเครดิต ธนาคารซิตี้แบงก์ บอกเหตุผลในการแจกทอง ซึ่งเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ต่อไปคงต้องจับตาดูกลยุทธ์การตลาดของค่ายนี้ให้ดีว่าจะมีสิ่งคาดไม่ถึงเกิดขึ้นอีกหรือไม่ เพราะยังมีความได้เปรียบในฐานะสถาบันการเงินระดับโลก การแจกสร้อยคำทองคำจึงน่าจะเป็นเพียง “น้ำจิ้ม” เท่านั้น

บัตรกรุงศรี จีอี : มุ่งคืนกำไรให้ลูกค้า

สุขดี จงมั่นคง
กรรมการผู้อำนวยการบัตรเครดิต กรุงศรี จีอี

 เดิมบัตรเครดิตกรุงศรี จีอี เป็นหน่วยงานหนึ่งในธนาคารกรุงศรีอยุธยา ซึ่งมี จำนวนบัตร 70,000 ใบเท่านั้น แต่เมื่อ จีอี แคปปิตอล เข้ามาถือหุ้นร้อยละ 50 เมื่อสองปีที่ผ่านมา วันนี้มีผู้ถือบัตรเครดิตกรุงศรี จีอี 500,000 ใบ การ เติบใหญ่อย่างก้าวกระโดดนี้เกิดจากประสบการณ์ด้านการตลาดของจีอี แคปปิตอล ที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลในทุกตลาดบนโลกใบนี้

หากพิจารณาวิธีดำเนินธุรกิจของบัตรเครดิตกรุงศรี จีอี ก็ไม่หนีจากคู่แข่ง รายอื่นเท่าไรนัก โดยการจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นให้ผู้ถือบัตรใช้จ่ายผ่านบัตรเพิ่มขึ้น 

ซึ่งเป็นเทคนิคการสร้างจุดขายให้กิจกรรมหลากหลายที่จัดขึ้นว่าเป็นการคืนกำไรให้กับลูกค้า อาทิ เดือนไหนจ่ายเงินซื้อสิน8hาผ่านบัตรมากกว่าเดือนก่อน สองเท่า ก็จะได้แต้มสะสมเป็นสองเท่าเช่นกัน และถ้าจ่ายมากขึ้นเป็นสามเท่าก็จะได้แต้มสะสมเป็นสามเท่า

นอกจากนี้ยังร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ เสนอเงื่อนไขพิเศษให้กับลูกค้า อย่างเช่น ซื้อมือถือออเร้นจ์เครื่องใหม่ผ่านบัตรเครดิตกรุงศรี จีอี ลดทันที 2,000 บาท หรือหากซื้อผลิตภัณฑ์ลิขสิทธิ์สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ครบ 2,000 บาทด้วยบัตรเครดิตกรุงศรี จีอี จะได้รับหมวกแมนยูฯ ทันที

“การจับมือกับร้านค้า หรือธุรกิจต่างๆ เพื่อลด แลก แจก แถมนี้ ให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ถือบัตรมากยิ่งขึ้น” สุขดี จงมั่นคง กรรมการผู้อำนวยการบัตรเครดิต กรุงศรี จีอี บอก

ผู้ที่สนใจสมัครสมาชิกบัตรเครดิตค่ายนี้ ต้องดูสลิปเงินเดือนตนเองให้ดี เพราะเป็นรายเดียวที่กำหนดกลุ่มเป้าหมายว่าต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 20,000 บาท สูงกว่าเกณฑ์เงินเดือนขั้นต่ำที่ทางการกำหนดไว้ที่ 15,000 บาท  

บัตรเครดิตธนาคารเอเชีย : เล็กพริกขี้หนู

วรลักษณ์ ตุลาภรณ์
ผู้จัดการ ฝ่ายการตลาด ส่วนบัตรเครดิต ธนาคารซิตี้แบงค์
 
 จากฐานบัตรเครดิตเพียง 150,000 ใบ แต่จากการสำรวจของวีซ่า และมาสเตอร์การ์ด ตัวเลขการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของธนาคารเอเชีย กลับอยู่อันดับต้นๆ มาโดยตลอด นั่นแสดงให้เห็นว่าบัตรเครดิตของธนาคารเอเชียย่อมไม่ ธรรมดา

“บ่งบอกว่าลูกค้าเมื่อได้บัตรไปแล้ว ก็ใช้จ่ายผ่านบัตร ไม่ใช่ถือเอาไว้เฉยๆ โดยไม่มีการเคลื่อนไหว” วรรวิมล กนกธนาพร ผู้อำนวยการอาวุโส สายงาน ผลิตภัณฑ์สินเชื่อรายย่อย ธนาคารเอเชียบอกด้วยความภูมิใจ

ในฐานะธนาคารขนาดกลาง ที่ไม่สามารถใช้กลยุทธ์การตลาดเชิงรุกเหมือน ธนาคารขนาดใหญ่ ความแตกต่างที่โดดเด่นจนเป็นจุดขายและดึงดูดใจลูกค้าให้ เลือกถือบัตรเครดิตธนาคารเอเชีย คือให้ความสำคัญกับตลาดเฉพาะกลุ่ม บัตร เครดิตเอเชีย เลดี้ มาสเตอร์การ์ด คือตัวอย่างที่ชัดเจน เปิดตัวเพียงหกเดือน ได้รับการตอบรับจากหญิงยุคใหม่วัยทำงานที่ใส่ใจครอบครัวและสุขภาพ และมีรายได้เดือนละ 20,000 บาทขึ้นไป สมัครถือบัตรเพิ่มอีก 50,000 ใบ

สำหรับคู่แข่งแล้วการเจาะตลาดจับกลุ่มลูกค้าผู้หญิง อาจเป็นการทำงานที่ไม่ คุ้ม แต่สำหรับธนาคารเอเชียนี่คือความท้าทาย และความสำเร็จที่ได้รับก็พิสูจน์ ให้เห็นว่านี่คือกลยุทธ์ที่เหมาะสม เมื่อสิทธิประโยชน์ที่ไม่ต่างจากค่ายอื่นนำมาใช้ เป็นจุดขายที่จับใจลูกค้าไม่ได้ ทางออกที่ชาญฉลาดคือ ศึกษาจิตวิทยาความต้องการของผู้หญิงทำงานยุคใหม่ ซึ่งรักสวยรักงาม ห่วงใยสุขภาพ ของขวัญของกำนัลที่จับใจลูกค้ากลุ่มนี้จนอยู่หมัด ก็คือเครื่องสำอาง อุปกรณ์ การออกกำลังกาย

“นี่คือส่วนผสมที่ลงตัวสำหรับแนวทางการดำเนิน ธุรกิจบัตรเครดิตของธนาคารเอเชีย” ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานผลิตภัณฑ์สินเชื่อ ธนาคารเอเชียสรุป

กลยุทธ์การตลาดเฉพาะกลุ่มแบบนี้ อาจทำให้เสีย ฐานลูกค้าที่หลายคนมองว่าเป็นกลุ่มใหญ่ แต่สำหรับ ธนาคารเอเชีย ความท้าทายกลับอยู่ที่การคิดบริการที่ ตรงใจกลุ่มเป้าหมาย เพราะเชื่อว่าเมื่อลูกค้าเห็นประโยชน์ ก็จะหันมาใช้บัตรอย่างแน่นอน

“แม้ผู้บริโภคจะมีบัตรเครดิตแล้ว แต่ไม่ได้หมาย ความว่าพวกเขาจะไม่สนใจหรือเปลี่ยนใจ หันมาถือบัตรใบใหม่ที่เหมาะกับการใช้จ่ายของตนเองมากกว่า นี่ คือสัจธรรมในโลกบัตรเครดิต ในปัจจุบันเป็นตลาดของ ผู้บริโภคอย่างแท้จริง” นี่คือความเห็นของวรรวิมล

เหตุนี้เองที่ธนาคารเอเชียมองว่าการจะอยู่ในธุรกิจ นี้ให้นานๆ สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องเข้าใจความต้องการของ ลูกค้า ตอบสนองให้เหมาะสม ซึ่งเป็นโจทย์ยากในโลก แห่งความจริง เพราะความต้องการของคนสมัยนี้เปลี่ยน แปลงอย่างรวดเร็ว

และนี่คือข้อมูลบัตรเครดิตในตลาดบ้านเราที่สุนิสา รวบรวมได้ ผู้หญิงยุคใหม่ที่มีดีกรีเศรษฐศาสตร์บัณฑิต อย่างเธอ ต้องใช้เวลาในการศึกษาให้รอบคอบเสียก่อน จะตัดสินใจเลือกบัตรเครดิตใบแรก ซึ่งก็แน่นอนว่าจะต้องเป็นใบที่ครอบคลุมความต้องการของเธอได้มากที่สุด