นฐานะนักลงทุนรายย่อย ผมเคยหนักใจอย่างยิ่งว่าจะเลือกหุ้นตัวไหนดีสำหรับการลงทุน เพราะหุ้นในตลาดมีมากมายจนลานตา อีกทั้งราคาก็ผันผวนขึ้นๆ ลงๆไม่แน่ไม่นอน ประกอบกับเวลาที่จะศึกษาก็ไม่มี จึงต้องพึ่งบริการคำแนะนำจากโบรกเกอร์ ผลคือเวลาหุ้นขึ้น ก็ได้เยอะ เวลาหุ้นตก ก็ขาดทุนมโหฬาร ต้องโทษตนเองที่ไม่ยอมทำการบ้านให้ดีก่อนซื้อหุ้น

จริงๆ แล้ว ตลาดหุ้นทำให้ผมเข็ดขยาดไปหลายปี ผมจึงฝากเงินที่เหลืออยู่พื่อกินดอกเบี้ยจากธนาคาร แรกๆ ก็ไม่เลว ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยแบงค์ทำให้ชีวิตอยู่ได้อย่างสบาย แต่ตอนหลังไม่สนุกเลย เพราะดอกเบี้ยลงเอาๆ จนเหนื่อย ต้องดึงเอาเงินเก่ามาใช้ส่วนหนึ่ง พอดีมีเพื่อนบอกผมว่าเขาลงทุนในหุ้นปันผลได้ yield เกือบสิบเปอร์เซ็นต์ ผมฟังแล้วหูผึ่ง เริ่มคิดกลับไปลงทุนในหุ้นอีก แต่คราวนี้ตั้งใจจะศึกษาก่อนลงทุน

สิ่งที่ไม่น่าเชื่อก็คือ ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทจดทะเบียนมากเหลือเกิน ผมต้องค้นคว้าศึกษาจนมึน ที่ห้องสมุดตลาดหลักทรัพย์คือแหล่งที่ผมเริ่มต้น ผมได้พบลายแทงขุมทรัพย์ที่นี่ คือรายงานประจำปี และแบบฟอร์ม 56-1 ย้อนหลังของแต่ละบริษัทหลายปี อ่านแล้วเห็นภาพของบริษัทละเอียดมากขึ้น

ระหว่างการศึกษาค้นคว้าอยู่ที่ห้องสมุดของตลาดหลักทรัพย์ ผมได้ทราบว่าทางตลาดฯเชิญผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียนมาพูดคุยกับนักวิเคราะห์หลักทรัพย์และนักลงทุนสถาบัน ในรายการ “Opportunity Day” ซึ่งปัจจุบันทางสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ก็ได้เข้ามาร่วมจัดด้วย ผมจึงขออนุญาตผู้จัดเข้าร่วมฟังด้วย

การได้ฟังการบรรยายของผู้บริหารแต่ละบริษัทเพียงชั่วโมงครึ่ง ทำให้ผมได้รับข้อมูลที่ชัดเจนขึ้นและสดกว่าการอ่านจากรายงานประจำปี แต่ก็ยอมรับว่าเหนื่อยมากเหมือนกัน ในการย่อยข้อมูลที่อัดจนแน่นเปรี๊ยะ

ขณะเดียวกันก็มีนักลงทุนรุ่นเยาว์บางคนมาถามผมว่าจะลงทุนซื้อหุ้นตัวไหนดี ผมก็ไม่กล้าบอกเพราะรู้สึกต้องรับผิดชอบมาก จึงคิดหากรรมวิธีที่สามารถช่วยให้ตนเองทำงานได้ง่ายขึ้น และยังสามารถช่วยผู้อื่นให้พัฒนาขึ้นมาเป็นนักลงทุนผู้ชาญฉลาดได้อย่างรวดเร็วกว่าเดิม

กรรมวิธีที่ผมคิดค้นขึ้น เรียกว่า “คำถามยุทธศาสตร์ 4 ข้อ” ซึ่งเมื่อผมนำไปใช้จริง สามารถช่วยให้ผมตัดสินใจในการลงทุนได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น นักลงทุนทั่วไปถ้านำไปใช้ ผมเชื่อว่าจะช่วยให้โฟกัสได้มากขึ้นเช่นกัน

คำถามยุทธศาสตร์ทั้ง 4 ข้อ มีดังนี้ครับ

1. ลักษณะของธุรกิจ (Business) คืออะไร

2. คุณสมบัติผู้บริหาร( Management) เป็นอย่างไร

3. ผลงาน (Track Record) ที่ผ่านมาดีหรือไม่

4. แนวโน้มอนาคต (Potential) เป็นอย่างไร

คำถามข้อแรก ช่วยให้ผมได้ข้อมูลสำคัญๆ ด้านธุรกิจที่จำเป็นต้องรู้ เช่น สินค้าที่ผลิต ราคาขาย ลูกค้า ต้นทุน ค่าใช้จ่าย ขนาดของทรัพย์สิน หนี้สินและทุน เป็น Sunrise หรือ Sunset สภาพการแข่งขันรุนแรงหรือไม่ ฯลฯ ข้อมูลเหล่านี้ทำให้ทราบถึงสภาพปัจจุบันของบริษัท ทางตลาดหลักทรัพย์ก็ได้แบ่งประเภทธุรกิจออกเป็น 31 หมวดอยู่แล้ว ใครสนใจหมวดไหนก็เลือกศึกษาได้เอง ข้อสำคัญคือต้องรู้ว่าบริษัทที่จะเลือกลงทุนนั้นทำธุรกิจอะไรเสียก่อน อย่าซื้อหุ้นเพียงเพราะคาดคะเนว่าราคาของหุ้นจะวิ่งขึ้นโดยไม่ทราบว่าบริษัทนั้นทำมาค้าขายอะไร โอกาสเจ็บตัวจะมีสูงมาก ไม่คุ้มหรอกครับกับความเสี่ยง

จะซื้อรถซื้อบ้าน ยังดูแล้วดูอีก ลงทุนซื้อหุ้นตั้งแยอะ จะไม่ดูให้ดีๆ ก่อนได้ไง?

ส่วนคำถามข้อสองเน้นที่จะดูถึงความซื่อสัตย์ ความสามารถ การอุทิศทุ่มเท ความเป็นธรรมของคนที่มาทำหน้าที่กุมบังเหียนว่า นักลงทุนควรฝากอนาคตไว้หรือไม่? บริษัทในตลาดหลักทรัพย์มีการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวกับคณะกรรมการบริษัท คณะผู้บริหารไว้อย่างละเอียดโดยเฉพาะในรายงานประจำปี แต่ถ้าต้องการดูโหงวเฮ้งผู้บริหาร ก็ต้องเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้น หรือหาโอกาสเข้าฟังรายการแบบ Opportunity Day

คำถามข้อสาม เป็นการย้อนกลับไปดูอดีต ซึ่งส่วนมากจะออกมาในลักษณะอัตราส่วนทางการเงิน นักลงทุนที่สนใจเรียนรู้บ้างก็จะอ่านผลการดำเนินงานออก ไม่ยากหรอกครับ หลักสูตรเกี่ยวกับการวิเคราะห์งบการเงินดีๆ ก็มีเปิดสอนกันค่อนข้างแพร่หลาย

ส่วนคำถามสุดท้าย สำคัญที่สุด เพราะการลงทุนซื้อหุ้นคือ “การซื้ออนาคต” ถ้าบริษัทมีผลประกอบการที่ผ่านมาดี อยู่ในธุรกิจที่กำลังรุ่ง และบริหารโดยคนที่มีคุณสมบัติเป็นเลิศ มีวิสัยทัศน์ สามารถมองเห็นภาพอนาคตได้ก่อนคู่แข่ง คำตอบก็คงออกมาอย่างชัดเจนว่านักลงทุนควรทำอย่างไรกับหุ้นตัวนั้นๆ

ถ้านักลงทุนฝึกเอาคำถามยุทธศาสตร์ทั้ง 4 ข้อ ไปใช้บ่อยๆ ไม่ช้าจะเกิดความชำนาญและจะรู้สึกว่าการวิเคราะห์หุ้นไม่ได้ยากอย่างที่เคยคิดไว้ การเลือกหุ้นจะกลายเป็นเรื่องง่าย

การเลือกหุ้นด้วยการวิเคราะห์ซึ่งฝรั่งเรียกว่า Stock Picking หรือ Stock Selection คือหัวใจของความสำเร็จอย่างหนึ่งของการลงทุน ส่วนหัวใจอีกสองอย่าง คือ การคำนวณหาข้อมูลค่าหุ้น ( Stock Valuation) และการค้าหุ้น (Stock Trading) ทำทั้ง 3 อย่างตามลำดับแล้วจะพบกับความสมหวังได้มากขึ้น

พูดง่ายๆ คือในชั้นแรกนักลงทุนควรทำการเลือกหุ้นดีๆ มีคุณภาพด้วยการตั้งคำถามยุทธศาสตร์ 4 ข้อ หรือกรรมวิธีอื่นจนมั่นใจว่าได้ของดี แล้วค่อยคิดต่อว่าจะซื้อหรือไม่

เพราะการที่ได้ค้นพบหุ้นแจ๋วๆ ก็ใช่ว่าควรลงทุนทันที ต้องคำนวณดูว่ามูลค่าหุ้นควรจะอยู่ที่เท่าไร ถ้าราคาตลาดอยู่ไม่สูงเกินมูลค่าหุ้นไปจนเว่อร์ จึงควรซื้อเข้าพอร์ต มิฉะนั้นจะเข้าตำราซื้อของดีราคาโหด ก็อาจทำให้เสียกำลังใจได้เหมือนกัน

ขั้นสุดท้ายคือการค้าหุ้นซึ่งผมเชื่อว่านักลงทุนในตลาดส่วนใหญ่จะมีความสามารถกันอยู่แล้ว โดยเฉพาะบางท่านเก่ง Technical มากก็จะได้ปรโยชน์จากการอ่าน Market Timing ได้เต็มที่

นักลงทุนส่วนมากที่ผิดพลาดรวมทั้งผม(ในอดีต)ด้วย คือ การข้ามขั้นตอน ไม่ทำตาม Stock Selection with Proper Analysis และ Stock Valuation แต่กระโดดไป Stock Trading เลย !!!

ต่อจากนี้ไปนะครับ พยายามมองหุ้นที่คิดว่าน่าสนใจด้วยคำถามยุทธศาสตร์ทั้ง 4 ข้อ แทนที่จะคอยถามว่าซื้อหุ้นตัวไหนดี ลองดูเถอะครับ ผมเชื่อว่านักลงทุนจะพบความสำเร็จในระยะยาวได้มากกว่า

สำหรับหัวใจอีก 2 อย่าง ผมจะกล่าวถึงในคราวต่อไปนะครับ