Investment Idea :
Worth Your Weight in Gold?
คุณเห็นคนไปเข้าแถวซื้อทองคำที่ร้านทองแถวเยาวราชครั้งสุดท้ายเมื่อไร? ในแง่หนึ่ง การเพิ่มขึ้นของราคาทองคำเป็นส่วนหนึ่งของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างเช่นน้ำมันก็มีราคาบาร์เรลละ 115 เหรียญ ข้าวเจ้ามีราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ตันละ 1,000 เหรียญ สาเหตุเพราะซัพพลายขาดแคลนและมีดีมานด์เพิ่มสูงจากชนชั้นกลางในจีนและอินเดีย แต่ทองคำไม่ใช่สินค้าโภคภัณฑ์ทั่วๆไป การปรับขึ้นลงของดีมานด์-ซัพพลายในทองคำซึ่งส่วนมากมักมาจากตลาดค้าเพชรพลอยในเอเชียและตะวันออกกลาง แต่ตอนนี้กลับมาจากการที่ทองคำมีบทบาทมากขึ้นในตลาดการลงทุน โดยถูกนำไปเป็นทุนสำรองในระบบการเงินของประเทศต่างๆทั่วโลก
ผมเห็นว่าเราน่าจะตรวจสอบปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลต่อราคาทองคำ และดูว่าปัจจัยเหล่านั้นยังมีผลต่อการปรับขึ้นของราคาโลหะมีค่าในช่วงที่ผ่านมาหรือไม่ และผมมีมุมมองเสนอด้วยว่าการกระจายการลงทุนในทองคำ/โลหะมีค่า อาจให้ประโยชน์ในเรื่องการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนด้วยครับ
ปัจจัยอะไรที่ทำให้ทองคำน่าดึงดูดใจ?
ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคาทองคำแตกต่างไปจากปัจจัยเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อราคาสินทรัพย์ตัวอื่นๆ เช่นหุ้น พันธบัตร และอสังหาริมทรัพย์ ทองคำเป็นสินค้าโภคภัณฑ์แต่ก็ไม่เหมือนสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วๆไปเช่นน้ำมันหรือทองแดง การผลักดันทางด้านของซัพพลายและดีมานด์โดยทั่วไปไม่ใช่ตัวกำหนดหลักในตลาดราคาทองคำ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะข้อเท็จจริงที่ว่าการผลิตทองคำในปีหนึ่งๆคิดเป็นจำนวนหรือปริมาณที่น้อยมากเมื่อเทียบกับทองคำที่ผลิตออกมาแล้วทั้งหมด ซึ่งอยู่ในความครอบครองของธนาคารกลางของประเทศต่างๆ รวมทั้งทองคำที่เป็นส่วนประกอบของเครื่องประดับและทองคำที่อยู่ในตลาดการลงทุน ทองคำส่วนมากยังไม่ได้หายไปไหน เพราะมันไม่ถูกบริโภคหรือใช้ไปเหมือนน้ำมันหรือข้าว ดังนั้นการค้นพบเหมืองทองคำเพิ่ม หรือความต้องการทองคำในตลาดเครื่องประดับ ไม่ได้เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาทองคำสักเท่าใดเลยครับ
ที่สำคัญไปกว่านี้ ทองคำมีมูลค่าก็เนื่องมาจากการอ้างอิงโดยถูกใช้เป็นรูปแบบหนึ่งของเงินตราสกุลหลัก (hard currency) และยังได้รับการยอมรับโดยทั่วไปว่าเป็นสิ่งสะสมที่มีมูลค่า ทองคำเป็นทรัพย์สมบัติที่คงอยู่ถาวรและรักษาอำนาจการซื้อมาได้นับศตวรรษ แถมยังถูกใช้เป็นรากฐานของเศรษฐกิจและสัญลักษณ์ความมั่งคั่งของอาณาจักรยุโรปโบราณ และยังนำมาหนุนระบบเงินตราในยุคใหม่จนกระทั่งถึงศตวรรษที่ 20
ปัจจุบันทองคำเป็นองค์ประกอบสำคัญในทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศของธนาคารกลางในประเทศพัฒนาแล้วจำนวนมาก เช่น สหรัฐ (76%), เยอรมนี (63%), อิตาลี (65%), ฝรั่งเศส (55%) จากภาพรวมดังลก่าว อาจพิจารณาได้ว่าราคาทองคำได้รับอิทธิพลจากปัจจัยต่างๆดังนี้ :-
- เงินดอลลาร์สหรัฐ ทองคำจัดได้ว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการถือครองเงิน(กระดาษ) และราคาของมันจะเคลื่อนไหวในทางตรงข้ามกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ และการที่เงินดอลลาร์เป็นเงินสกุลหลักของโลก ดังนั้นการซื้อทองคำก็เหมือนเป็นการป้องกันความเสี่ยงค่าเงินดอลลาร์ (หรือที่นิยมเรียกว่า greenback) ทองคำจะมีราคาสูงขึ้นหากเงินดอลลาร์มีค่าอ่อนลง เมื่อใดที่นักลงทุนสูญเสียความเชื่อมั่นในค่าเงิน พวกเขาจะหันมาซื้อทองคำ ตัวอย่างเช่นเงินดอลลาร์มีค่าอ่อนลง 38% ในระหว่างเดือนมีนาคมปี 1985 ถึงเดือนธันวาคมปี 1987(พ.ศ. 2528-2530) ทองคำกลับมีค่าเพิ่มขึ้นถึง 60% และในทางกลับกันเมื่อค่าเงินดอลลาร์ปรับแข็งขึ้น 22% ระหว่างพฤษภาคม 1995 ถึงกันยายน 1998 (พ.ศ. 2538-2541) ราคาทองคำปรับลดลง 25% (ดูตาราง 1)
ตาราง 1
![]() |
- ความกลัวเรื่องเงินเฟ้อ เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่มูลค่าของพันธบัตรและเงินสดถูกบั่นทอนลงโดยอัตราเงินเฟ้อ ทองคำกลับสามารถต้านแรงกดดันเงินเฟ้อได้อย่างดี ยกตัวอย่างเช่น เมื่อสหรัฐเผชิญอัตราเงินเฟ้อประจำปีสูงถึง 14% ในช่วงไตรมาสแรกของปี 1980 ทองคำกลับมีราคาใกล้จุดสูงสุดที่ระดับ700-800 เหรียญต่อออนซ์ เมื่อเร็วๆนี้ธนาคารกลางของประเทศต่างๆก็ผลักดันให้ทองคำมีราคาสูงขึ้นไปอีกไม่ว่าจะมาจากเหตุนโยบายผิดพลาดหรือว่ามีแรงกดดันก็ตาม ดัชนีราคาผู้ผลิตของสหรัฐ (American Producers Price Index - PPI) ปรับเพิ่มขึ้น 7.4% ในเดือนม.ค. 2008 ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราสูงสุดนับแต่ปี 1981 ส่วนอัตราเงินเฟ้อ (headline inflation วัดจากดัชนีราคาสินค้าผู้บริโภค หรือ CPI) อยู่ที่ระดับ 4.3% และธนาคารกลางสหรัฐยังเดินหน้าปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจที่อ่อนแอต่อไป
- ปัจจัยเสี่ยงทางภูมิศาสตร์การเมือง ราคาทองคำดูเหมือนจะปรับเพิ่มขึ้นในช่วงที่มีความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศและความกังวลอย่างสูงเกี่ยวกับระบบการเงินโลกด้วย ส่วนหุ้นและพันธบัตรกลับปรับตัวลดลงในช่วงเวลาที่เกิดความไม่มั่นคงทางการเมืองหรือความโกลาหลของตลาดการเงินทั่วโลก ราคาทองคำจะปรับเพิ่มขึ้นเพราะถูกมองว่าเป็น การลงทุนที่ปลอดภัย หรือ safe heaven investment และเป็นที่สะสมความมั่งคั่ง
ยกตัวอย่างเช่น ในเดือนม.ค. 1980 ทองคำมีราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 850 เหรียญ/ออนซ์ ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดวิกฤติตัวประกันอิหร่าน, ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น และการที่รัสเซียบุกเข้าไปในอัฟกานิสถานซึ่งสงครามเย็นกำลังดำเนินต่อเนื่อง นอกจากนี้ราคาทองคำยังปรับเพิ่มขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์หลังจากที่เกิดวิกฤติตลาดหุ้นสหรัฐในเดือน ต.ค. 1987 ส่วนเมื่อเร็วๆนี้ราคาทองคำก็ได้รับอานิสงส์จากความหวาดกลัวความเสี่ยงในหมู่นักลงทุนที่กังวลเรื่องความไม่มั่นคงของระบบการเงินอันเนื่องมาจากวิกฤติสินเชื่อ นักลงทุนต่างแห่กันเข้าซื้อทองคำแท่งและเหรียญทองคำในปริมาณมาก ซึ่งก็เป็นการชี้ให้เห็นว่าผู้คนกังวลเรื่องเสถียรภาพของธนาคาร ทำให้พวกเขาพากันไปสำรองเงินสดในรูปของสินทรัพย์ที่มีความเข้มแข็งกว่าคือทองคำ
การที่ทองคำมีลักษณะพิเศษทำให้เป็นเรื่องยากที่จะระบุลงไปอย่างชัดเจนว่าปัจจัยอะไรที่เป็นตัวกำหนดราคาทองคำในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ปัจจัยพื้นฐานทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นดูเหมือนมีอิทธิพลต่อการปรับเพิ่มขึ้นของราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมา หากกล่าวให้เฉพาะเจาะจงลงไป เงินดอลลาร์สหรัฐมีค่าลดลง 33% (เทียบกับเงินบาท) ตั้งแต่เดือนม.ค. 2000 (ดูตาราง 2) และปรับลดลง 35% เทียบกับเงินสกุลสำคัญของโลกนับแต่เดือน ก.พ. 2002 ขณะที่ราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้นถึง 192% !!
ตาราง 2
![]() |
ประเด็นเรื่องความไม่มีเสถียรภาพในอิรักและความขัดแย้งต่างๆในตะวันออกกลาง (เช่นเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน) รวมทั้งเรื่องการทดสอบนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ซึ่งล้วนดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและสร้างความตึงเครียดเพิ่มขึ้นในภูมิศาสตร์การเมืองโลกหลังยุค 9/11 ขณะเดียวกันผลกระทบจากวิกฤติสินเชื่อซับไพร์มของสหรัฐเมื่อเร็วๆนี้ได้ส่งผลสะท้อนไปยังตลาดการเงินทั่วโลก และจะขยายไปในอนาคตอีกเพียงใดก็ยังไม่แน่ ในด้านของแนวโน้มปัจจัยเงินเฟ้อ สิ่งต่างๆที่ดูแย่ลงก็กลับเลวร้ายลงไปอีก โดยเฉพาะราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่นน้ำมันดิบ ข้าวเจ้า และข้าวสาลี ที่ราคาปรับสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์
นอกเหนือไปจากปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อราคาทองคำแล้ว ยังมีหลักฐานว่าปัจจัยเรื่องดีมานด์-ซัพพลายก็มีบทบาทอย่างสำคัญในการผลักดันราคาทองคำให้เข้าระดับสูงสุดเท่าที่เคยมีมา ในระหว่างครึ่งแรกของปี 2007 ดีมานด์ทองคำทั้งปี(yoy) เพิ่มขึ้น 24% ในสกุลเงินดอลลาร์ และเพิ่มขึ้น 124% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2003 แม้ว่าทองคำจะมีราคาสูงมาก ดีมานด์ทองคำในแง่ของน้ำหนักทองคำที่คิดเป็นตันก็มีอยู่สูงมากเช่นกัน คือปรับเพิ่มขึ้น 11% yoy ในช่วงครึ่งแรกของปี 2007
ดีมานด์ทองคำปรับเพิ่มขึ้นเนื่องมาจากหลายสาเหตุ ประการแรกเพราะการเติบโตของกองทุน ETF (Exchange Traded Fund) ที่เข้าไปลงทุนในทองคำ ซึ่งกองทุนประเภทนี้เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่นักลงทุนสามารถเข้าไปลงทุนทองคำแท่งได้โดยตรง พอร์ตกองทุนประเภทนี้ซึ่งอาจเรียกว่าเป็นทองคำกระดาษก็ได้ ช่วยให้นักลงทุนรายย่อยซื้อทองคำได้โดยไม่ต้องวุ่นวายกับการสะสมเหรียญทองหรือทองแท่ง และไม่ต้องกังวลความเสี่ยงจากราคาหุ้นเหมืองทอง
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา กองทุน ETF เข้าซื้อทองคำแท่งเพิ่มขึ้นเพราะนักลงทุนแห่เข้ามาซื้อหน่วยลงทุนกองทุน ETF เพิ่มขึ้นด้วย (ดูตาราง 3) ดีมานด์การซื้อกองทุน ETF เพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ในรอบไตรมาส โดยมีเม็ดเงินลงทุนสูงมากกว่า 3 พันล้านเหรียญในไตรมาส 3/ 2007 เพราะนักลงทุนขี้กังวลได้หันมาลงทุนในทองคำโดยมองว่าเป็นแหล่งลงทุนที่ปลอดภัย รายงานของมอร์แกน สแตนเลย์เปิดเผยว่ากองทุน ETF มีทองคำในครอบครองมากกว่า 915 ตันซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าทองคำสำรองของธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB
ดูตาราง 3
![]() |
สำหรับดีมานด์ทองคำในส่วนอื่นๆนั้น การที่เศรษฐกิจโลกซึ่งมีความเข้มแข็งมั่นคงมากขึ้นก็เป็นส่วนสำคัญที่สร้างดีมานด์ทองคำ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่มีเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็วคืออินเดีย จีน และตะวันออกกลาง ภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการทองคำมากคือการผลิตเพชรพลอยเครื่องประดับ ซึ่งมีการใช้ทองคำในปริมาณที่เพิ่มขึ้นถึง 27% yoy ในสกุลเงินดอลลาร์ หรือคิดเป็นน้ำหนักตันก็เพิ่มขึ้น 15% ดีมานด์ทองคำจากประเทศเหล่านี้ นอกจากสาเหตุเศรษฐกิจเติบโตเร็วแล้ว ยังเป็นเพราะวัฒนธรรมที่ชื่นชอบเครื่องประดับทองคำ และการที่ชนชั้นกลางมีความมั่งคั่งร่ำรวยมากขึ้นด้วย
แต่หากมองในอีกมุมหนึ่งจะพบว่าผลผลิตจากเหมืองทองคำทั้งหมดมีปริมาณคงที่ในช่วงที่ภาวะตลาดราคาทองคำเป็นขาขึ้น โดยมีการค้นพบแหล่งทองคำใหม่น้อยมาก ยิ่งไปกว่านั้นผลผลิตทองคำจากเหมืองทองในระหว่างไตรมาส 3/2007 แทบจะไม่มีปริมาณเปลี่ยนแปลงไปจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าเลย (ดูตาราง 4)
ตาราง 4
![]() |
การเพิ่มขึ้นของราคาทองคำทำให้คำถามข้อหนึ่งย้อนกลับมาเป็นประเด็นอีกนั่นคือเรื่องที่ว่าธนาคารกลางทำถูกต้องหรือไม่ที่มีการนำทองคำสำรองออกมาขายในช่วงต้นทศวรรษ ธนาคารกลางทั่วโลกสามารถแสดงบทบาทสำคัญต่อการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ เพราะธนาคารเหล่านี้ครอบครองทองคำจำนวน 20% ของซัพพลายทองคำทั่วโลกที่มีการขุดหรือนำออกมาจากเหมืองแล้ว กระทรวงการคลังสหราชอาณาจักรยอมรับเมื่อเร็วๆนี้ว่ามีการขายทองคำไป 12.7 ล้านออนซ์ คิดเป็นเงิน 3.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นราคา 276 เหรียญต่อออนซ์ ทองคำจำนวนนี้เมื่อคิดมูลค่าตามราคาปัจจุบันจะมีค่าเท่ากับ 12.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ
คุณผู้อ่านคงเห็นแล้วนะครับว่าทองคำสามารถสร้างการเก็งกำไรราคาได้มากเพียงใด เมื่อทองคำมีราคาพุ่งขึ้นสูงสุด นักลงทุนควรตระหนักให้ดีว่าทองคำเป็นการสะสมมูลค่าในระยะยาว และอย่าลืมด้วยว่าในช่วง 20 ปีระหว่าง 1980-2000 ราคาทองคำปรับลดลงถึง 2 ใน 3 ทีเดียวครับ
ทองคำช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนได้หรือไม่?
จากการที่ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีลักษณะพิเศษ การเคลื่อนไหวของราคาทองคำในระยะยาวแทบจะไม่มีความสัมพันธ์กับสินทรัพย์หลักตัวอื่นๆ เช่น หุ้น พันธบัตร รวมทั้งสินค้าโภคภัณฑ์ตัวอื่นๆด้วย (ดูตาราง 5) จากข้อเท็จจริงนี้การกระจายการลงทุนจำนวนเล็กๆในพอร์ตลงทุนเพื่อไปซื้อทองคำอาจเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้ได้ประโยชน์จากการกระจายการลงทุนในพอร์ตฯเพิ่มเติม นับแต่เดือน พ.ย. 2002 เป็นต้นมา การมีทองคำในพอร์ตลงทุนจะช่วยเพิ่มผลตอบแทนการลงทุนอย่างมีนัยยะสำคัญ เพราะทองคำมีราคาปรับเพิ่มขึ้นเกือบ 153% ขณะที่หุ้น (ดัชนี S&P 500) และพันธบัตร (ดัชนี Lehman Brothers Aggregate Bond Index) ปรับเพิ่มขึ้น 73% ละ 26% ตามลำดับ (ตัวเลข ณ สิ้นเดือน พ.ย. 2007)
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรตั้งข้อสังเกตด้วยว่ามีการยืดหรือขยายช่วงเวลา เช่น ช่วง 20 ปีสิ้นสุด พ.ค. 2002 ซึ่งเป็นเวลาที่ราคาทองคำไม่ได้ปรับตัวไปในทางใด และการลงทุนทองคำอาจถ่วงผลดำเนินงานของพอร์ตก็ได้ กล่าวอีกอย่างหนึ่ง การกระจายการลงทุนไปในทองคำไม่เป็นเครื่องรับประกันกำไร และก็ไม่ใช่ว่าจะต้องทำให้พอร์ตขาดทุน แต่มันช่วยลดความผันผวนของพอร์ตลงทุนครับ
ดูตาราง 5
![]() |
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ปฏิสัมพันธ์ (Correlation) ระหว่างทองคำและสินทรัพย์หลักได้ปรับเพิ่มขึ้นระดับหนึ่ง แต่ก็ยังถือว่าต่ำอยู่ บางทีปัจจัยที่ตรงประเด็นมากที่สุดที่นักลงทุนควรพิจารณาในเรื่องทองคำก็คือตัวขับดันราคาทองคำในระยะยาวจะต่างไปจากสินทรัพย์อื่นๆ ดังนั้น นักลงทุนควรจัดสรรการลงทุนในทองคำเพียงส่วนน้อยจำนวนหนึ่งเพื่อเป็นการกระตุ้นโอกาสการกระจายการลงทุนของพอร์ตครับ
จะลงทุนทองคำอย่างไร?
การเพิ่มจำนวนกองทุน ETF ช่วยให้นักลงทุนรายย่อยลงทุนในหลักทรัพย์ที่สะท้อนราคาทองคำแท่งได้ ซึ่งหมายถึง ทองคำกระดาษ ตามที่เรียกขานกัน และยังสามารถซื้อขายในตลาดหุ้นได้ด้วย การซื้อกองทุน ETF ที่มีนโยบายลงทุนทองคำแท่งช่วยนักลงทุนหลีกเลี่ยงอุปสรรคบางประการ เช่น ไม่ต้องครอบครองทองคำแท่งจริงๆ แต่สามารถสะสมและยังมั่นใจว่าได้ลงทุนในทองคำโดยที่ไม่ต้องนำมาถือครอง
อีกวิธีหนึ่งที่เป็นการลงทุนทองคำในทางอ้อมคือการซื้อหุ้นเหมืองทองคำ หุ้นกลุ่มนี้มักมีราคาเคลื่อนไหววูบวาบไปตามการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของราคาทองคำ จึงมักให้ผลตอบแทนที่น่าดึงดูด ไม่ว่าจะเป็นภาวะตลาดขาขึ้นหรือขาลง อย่างไรก็ดีเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องระลึกว่าการวิเคราะห์การดำเนินงานและลักษณะเด่นของหุ้นเหมืองทองคำมีผลกระทบต่อราคาหุ้นด้วย ไม่ว่านักลงทุนจะเลือกวิธีลงทุนแบบใด ท่านต้องตระหนักว่าราคาทองคำอาจปรับขึ้นลงได้ในช่วงเวลาสั้นๆ ดังนั้นการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยหรือ Dollar Cost Average (DCA) อาจช่วยจำกัดความเสี่ยงได้
ราคาทองคำที่มีการปรับตัวขึ้นมาหลายปี โดยเริ่มเมื่อช่วงต้นทศวรรษนี้ ตามมาด้วยช่วงสุดท้ายของการปรับราคา คิดอย่างหยาบๆก็กินเวลาประมาณ 2 ทศวรรษ แม้ว่าในช่วง 2-3 ปีหลังมานี้ราคาทองคำจะปรับเพิ่มขึ้นมาก แต่ก็ยังถือว่าต่ำกว่าราคาสูงสุดที่เคยทำไว้ในปี 1980 (ซึ่งเป็นราคาที่ปรับอัตราเงินเฟ้อแล้ว) ที่ระดับ 2,200 เหรียญต่อออนซ์ (ราคาตามสกุลเงินดอลลาร์ปัจจุบัน) นักลงทุนต้องระลึกในใจเสมอว่าราคาทองคำตามประวัติศาสตร์ที่เป็นมานั้นมีความผันผวนมาก และมันเป็นเรื่องน่าท้าทายมากแม้กับนักลงทุนที่ชำนาญที่จะชี้ชัดลงไปว่าปัจจัยอะไรที่ผลักดันราคาทองคำในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง
ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนส่วนมากมองทองคำว่าเป็นสินทรัพย์เฉพาะทางที่ควรจัดสรรการลงทุนในจำนวนน้อยในพอร์ตที่มีการลงทุนหลากหลายประเภท และการที่มันเป็นทรัพย์สินที่มีคุณสมบัติพิเศษ มีปฏิสัมพันธ์กับสินทรัพย์อื่นๆไม่มากนัก การลงทุนในทองคำเพียงจำนวนน้อยน่าจะเป็นวิธีกระจายพอร์ตลงทุนที่มีประสิทธิภาพ และยังเป็นเครื่องประกันต่อสถานการณ์ที่อาจทำให้มูลค่าของหลักทรัพย์การเงินอื่นๆเสื่อมถอยลงด้วยครับ