Investment Idea :
Take a Long-Term View Amid Short-Term Turmoil


         ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวของสหรัฐ, วิกฤติตลาดหุ้นอันเนื่องมาจากสินเชื่อซับไพร์ม และวิกฤติสินเชื่อที่ขยายลามไปทั่วโลก ทำให้นักลงทุนบางส่วนมีความกังวลในการที่จะลงทุนในตลาดหุ้น ผมมองว่าเป็นเรื่องสำคัญที่นักลงทุนไม่ควรประเมินความรุนแรงของสถานการณ์เหล่านี้ต่ำเกินจริง แต่ก็พึงระลึกด้วยว่าตลาดหุ้นทั่วโลกคุ้นเคยกับภาวะผันผวนต่างๆ และสามารถฝ่าด่านเหตุการณ์วิกฤติต่างๆจำนวนมากที่เกิดขึ้นในช่วง 35 ปี เช่น วิกฤติน้ำมันโอเปคในปี 1973, สงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งแรกในปี 1990, วิกฤติสถาบันการเงินเอเชีย หรือวิกฤติต้มยำกุ้งปี 1997, การเกิดโรคระบาด SARS ในปี 2003 และเหตุการณ์ล่าสุดที่ยังดำรงอยู่คือวิกฤติสินเชื่อซับไพร์มปี 2007 (ดูตาราง 1)

          ดัชนีราคาหุ้นทั่วโลกมีการฟื้นตัวดีขึ้นหลังผ่านพ้นช่วงวิกฤติดังตารางที่นำมาแสดง ซึ่งก็ชี้ให้เห็นปัจจัยสำคัญ 2 ประการที่จะทำให้การลงทุนประสบความสำเร็จ :- ข้อแรก ก็คือการลงทุนนั้นต้องเป็นการลงทุนระยะยาวโดยไม่ต้องสนใจความผันผวนในช่วงสั้นๆ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่พูดกันได้ง่ายกว่าการลงมือทำ และเป็นเรื่องปกติที่นักลงทุนจำนวนมากจะนอนไม่หลับเพราะกังวลต่อความผันผวนของภาวะตลาดหุ้น

          ข้อที่สอง นักลงทุนควรแน่ใจว่าพอร์ตลงทุนของท่านมีการกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม พอร์ตการลงทุนตามตัวอย่างในตารางมาจากข้อสมมติฐานว่าได้ลงทุนเป็นเงิน 10,000 เหรียญสหรัฐโดยกระจายลงทุนในหุ้นทั่วโลกตามดัชนี MSCI EAFE (Europe, Australia, Far East) ตั้งแต่ปี 1973 ถึงเดือนมค. 2008 เงินลงทุนจำนวนดังกล่าวจะเพิ่มเป็น 360,000 เหรียญสหรัฐ คิดเป็นอัตราผลตอบแทนถึง 3,600% ในช่วงเวลาลงทุน 35 ปีโดยที่เงินปันผลต่างๆได้ถูกนำมาลงทุนด้วย แต่ไม่รวมการคำนวณภาษี, ค่าธรรมเนียมและอัตราเงินเฟ้อ

ตาราง 1



          นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากยังคงโต้เถียงกันในข้อที่ว่าเศรษฐกิจของประเทศเกิดใหม่ ซึ่งรวมประเทศไทยด้วยนั้น จะเดินไปในทางเดียวกับเศรษฐกิจสหรัฐที่เกิดการชะลอตัวหรือไม่ ความเห็นฝ่ายหนึ่งมองว่าในโลกของความเป็นโลกาภิวัฒน์ เศรษฐกิจของประเทศต่างๆมีการเชื่อมโยงกันด้วยการค้าและการเงิน ทำให้วงจรธุรกิจมีการผสานเกี่ยวโยงกัน และอย่าลืมว่าขนาดของเศรษฐกิจสหรัฐไม่ใช่เล็กๆ โดยมีมูลค่ารวม 14 ล้านล้านเหรียญฯ หรือมีขนาดใหญ่เป็น 3 เท่าของเศรษฐกิจจีนและอินเดียรวมกัน และเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐมีการชะลอตัว จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะในยามนี้ที่ประเทศกำลังพัฒนามีการส่งสินค้าออกมาขายนอกประเทศมากกว่า 25% ของ GDP ในปี 1990 เป็นเกือบ 50% ในปัจจุบัน ข้อมูลเมื่อเร็วๆนี้บ่งชี้ว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาจะช้าลง อย่างไม่มาก ในช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัว แบบในอดีตที่ผ่านมา

          เหตุผลข้อหนึ่ง คือสินค้าออกจากประเทศกำลังพัฒนาที่ส่งไปขายยังสหรัฐมีปริมาณลดลงอย่างมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาขณะที่การค้าในหมู่ประเทศกำลังพัฒนากลับมีปริมาณเพิ่มขึ้น การเติบโตของสินค้าส่งออกจากจีนที่ส่งไปขายในสหรัฐมีอัตราลดลง 5% ในสกุลเงินดอลลาร์ แต่การส่งออกไปประเทศบราซิล, อินเดีย และรัสเซีย กลับมีปริมาณเพิ่มขึ้นมากกว่า 60% ข้อเท็จจริงก็คือสินค้าส่งออกของจีนจำนวน 50% ส่งไปขายในตลาดประเทศเกิดใหม่ เศรษฐกิจของประเทศเกิดใหม่ที่ใหญ่ที่สุด 4 ประเทศ ซึ่งมีมูลค่าราว 2 ใน 5 ของการเติบโตของ GDP โลกในปีที่แล้ว มีการพึ่งพิงตลาดสหรัฐน้อยที่สุด กล่าวคือ การส่งออกไปสหรัฐมีมูลค่าเพียง 8% ของ GDP ของจีน, 4% ของอินเดีย, 3% ของบราซิล และ 1% ของรัสเซีย และที่น่าแปลกใจมากคือ 95% ของการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติของจีนที่มีอัตราการเติบโต 11.2% ในปี 2007 มาจากการบริโภคภายในประเทศจีนเอง !

          เหตุผลข้อสอง การบริโภคและการลงทุนภายในประเทศของประเทศเกิดใหม่จำนวนมากกำลังเดินหน้าไปอย่างดี การลงทุนเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในภาคการส่งออก อย่างในประเทศจีนนั้น มีการลงทุนไม่ถึง 15% ที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก ขณะที่การลงทุนอีกมากกว่าครึ่งหนึ่งทุ่มไปในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานและอสังหาริมทรัพย์

          คงต้องยอมรับกันว่าการชะลอตัวอย่างรุนแรงของเศรษฐกิจสหรัฐยังส่งผลกระทบอยู่บ้างต่อประเทศเกิดใหม่ และการลดต่ำลงอย่างรวดเร็วของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอาจทำให้การส่งออกของประเทศเกิดใหม่ชะงักงันได้ แต่ในครั้งนี้ผมเห็นว่าเศรษฐกิจของประเทศเกิดใหม่มีความเข้มแข็งมากขึ้น และประเทศเหล่านี้น่าจะใช้นโยบายการเงินและการคลังมาช่วยลดผลกระทบดังกล่าวลงได้บ้าง

          สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้แตกต่างไปจากวิกฤติสถาบันการเงินที่เกิดเมื่อปี 1997 ซึ่งประเทศเกิดใหม่หลายแห่งยังมีฐานะเป็นผู้กู้เงินทุนต่างประเทศสุทธิ และเงินทุนไหลเข้าก็เหือดแห้งลงในทันทีที่เกิดวิกฤติเพราะนักลงทุนต่างประเทศต่างพากันระงับการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง สถานการณ์เช่นนี้บีบให้รัฐบาลต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและเข้มงวดด้านการคลัง แต่ตอนนี้ประเทศเกิดใหม่ส่วนมากต่างมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด และมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศจำนวนมหาศาล รวมทั้งยังสามารถใช้นโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจได้หากมีความจำเป็นต้องทำ ในกรณีประเทศไทยของเราก็มีทุนสำรองที่เป็นเงินตราต่างประเทศทะลุหลัก 100,000 ล้านเหรียญฯเป็นครั้งแรกในปี 2008 นี้

          กล่าวโดยสรุป แนวโน้มเศรษฐกิจโลกในยามนี้ยังมีความไม่แน่นอนสูงมากในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า แต่หากประวัติศาสตร์สามารถเป็นเครื่องบ่งชี้อะไรบางอย่างได้ ก็คงเป็นเรื่องที่ไม่ฉลาดนักที่จะเปลี่ยนม้าในยามน้ำเชี่ยว (don't change horses in midstream) เช่นนี้ คำกล่าวโบราณที่ว่าอย่าใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าใบเดียวเป็นเรื่องจริงเสมอมา และผมขอเรียกร้องให้ผู้อ่านใช้มุมมองการลงทุนระยะยาวและการกระจายการลงทุนในท่ามกลางความผันผวนระยะสั้นของตลาดในช่วงนี้ครับ