Investment Idea :
New ways to manage portfolio risk
ความผันผวนอย่างรุนแรงของตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นตัวทดสอบหลักการลงทุนเก่าแก่ข้อหนึ่งที่ว่า อย่าใส่ไข่ทั้งหมด ไว้ในตะกร้าใบเดียว ได้เป็นอย่างดี แนวทางการลงทุนของทฤษฎีนี้มีลักษณะดังนี้ : พอร์ตการลงทุนที่มีการกระจายการลงทุนเป็นอย่างดี โดยลงทุนในหุ้นและพันธบัตรระดับโลกที่สามารถทนทานต่อความโกลาหลปั่นป่วนของตลาดโลกได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับพอร์ตลงทุนที่มีการลงทุนในหุ้นเพียง 1 หรือ 2 ตัว
แต่ในช่วง 3 สัปดาห์แรกของเดือนมกราคม 2008 ที่ผ่านมา ดูเหมือนมีช่วงจังหวะที่การกระจายการลงทุนแม้ว่าจะทำได้ดีเพียงใดก็ไม่ได้ผล เพราะตลาดหุ้นทั่วโลกพากันดำดิ่งลงอย่างหนักเมื่อสหรัฐเจอกับภาวะวิกฤติสินเชื่อ ที่อาจจะลากเอาเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างไม่เป็นท่าด้วย
บรรยากาศการลงทุนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา กระตุ้นให้นักลงทุนจำนวนมากเข้าไปสำรวจเพื่อลงทุนในสินทรัพย์ที่เรียกว่าเป็น ทางเลือกลงทุน หรือสินทรัพย์ที่ไม่ได้มีเพื่อการลงทุนตามหลักการหรือประเภทแบบดั้งเดิม (Alternative or non-traditional asset classes) สินทรัพย์ที่ว่านี้ได้แก่ สินค้าโภคภัณฑ์, อสังหาริมทรัพย์, Private Equity และกองทุนบริหารความเสี่ยงหรือที่เรียกว่า Hedge Funds นั่นเอง
สินทรัพย์เหล่านี้สามารถช่วยกระจายพอร์ตการลงทุน ปรับปรุงระดับความเสี่ยงในพอร์ต และปรับตัวเลขผลตอบแทนด้วย นั่นก็คือการเพิ่มสินทรัพย์ทางเลือกลงในพอร์ตที่ลงทุนในสินทรัพย์ตามหลักการคือหุ้นและพันธบัตร นักลงทุนก็จะได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นในระดับความเสี่ยงที่ชัดเจนระดับหนึ่ง หรือไม่เช่นนั้นก็อาจจะได้ผลตอบแทนเท่าเดิมแต่มีระดับความเสี่ยงลดลง (ดูตารางที่ 1 และ 2)
![]() |
กราฟฟิค 2 ข้อดีของการมี Alternative Investment
![]() |
การลงทุนตามหลักการคือลงทุนในหุ้นและพันธบัตร อาจทำให้พื้นที่ความเสี่ยงหรือผลตอบแทนอยู่ในเขตพื้นที่สีส้มดังที่แสดงในกราฟฟิคที่ 2 นักลงทุนที่มีสไตล์อนุรักษ์สุดขั้วและเลือกลงทุนในพันธบัตรจนเต็มพอร์ต 100% ได้รับอัตราผลตอบแทน 7.5% โดยที่ตลาดมีความผันผวนในระดับ 6.5% ส่วนพวกที่สามารถยอมรับความเสี่ยงในระดับที่สูงกว่า อาจต้องการลงทุนในหุ้นจนเต็มพอร์ต ซึ่งก็ต้องรับความเสี่ยงไปในระดับ 14.5% โดยที่ได้ผลตอบแทนมากขึ้นมาเป็น 9%
ในอีกทางเลือกหนึ่งคือลงทุน 100% ในสินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆเช่น กองทุน Hedge Fund 50% หรือครึ่งหนึ่งของมูลค่าพอร์ตและแบ่งเงินอีกครึ่งออกเป็น 3 ส่วน ไปลงทุนในสินทรัพย์ 3 อย่างคือ สินค้าโภคภัณฑ์, อสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ และ Private Equity ซึ่งจะลงทุนได้ 16.6% เท่าๆกัน การจัดพอร์ตแบบนี้จะให้ผลตอบแทนราวปีละ 12% โดยมีระดับความเสี่ยงเท่ากันหรือใกล้เคียงกับการจัดพอร์ตลงทุนในพันธบัตร 100%
คุณผู้อ่านอาจจะคิดว่าฟังดูดีเกินกว่าจะเป็นจริงหรือเปล่า แต่การจัดการลงทุนในลักษณะพอร์ตทางเลือกดังที่กล่าวมาช่วยเพิ่มผลกระทบในทางบวกได้เพราะทิศทางของสินทรัพย์อื่นๆในพอร์ตนี้แตกต่างออกไปจากหุ้นและพันธบัตร หรืออาจกล่าวว่าเป็นคนละเรื่องกันเลย ในทางเทคนิค สินทรัพย์ทางเลือกที่กล่าวมาจะมีความสัมพันธ์กับตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรน้อยมาก ตัวอย่างเช่น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์อาจปรับตัวขึ้นในทิศทางที่ตรงข้ามกับราคาหุ้น ทำให้นักลงทุนได้รับกำไรในขณะที่หุ้นมีราคาปรับลดลง และหากหุ้นมีราคาเพิ่มขึ้นสินค้าโภคภัณฑ์ก็จะมีราคาลดลง
การลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ทำให้อัตราผลตอบแทนรวมของพอร์ตไม่หวือหวา ในกราฟฟิคที่ 3
หากนักลงทุนต้องการผลตอบแทนที่ 9% โดยจัดพอร์ตลงทุนเฉพาะหุ้นกับพันธบัตร ท่านต้องรับความเสี่ยงที่ระดับ 15% อย่างไรก็ตาม หากท่านมีการกระจายการลงทุนประมาณ 5%-10% ไปลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ด้วย อัตราผลตอบแทนที่ได้รับอาจเท่าเดิมหรือใกล้เคียง แต่ระดับความเสี่ยงในพอร์ตลงทุนของท่านจะลดลงจากระดับ 15% เหลือ 12%
กราฟฟิค 3 ข้อดีของการมีสินค้าโภคภัณฑ์ในพอร์ตการลงทุน
![]() |
มีการกล่าวว่าไม่ใช่นักลงทุนทุกคนจะสามารถลงทุนในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ได้ เฉพาะพวกกองทุน Hedge Funds และนักลงทุนสถาบันรายใหญ่เท่านั้นที่จะมีอิทธิพลเหนือตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ซึ่งราคาสินค้ามีความผันผวนมาก และในอดีตที่ผ่านมาสินค้าหลายตัวในตลาดโภคภัณฑ์มีราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็นนานต่อเนื่องกันหลายปีทีเดียว นอกจากนี้ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ก็ดูเหมือนจะเป็นตลาดที่มีความโปร่งใสให้ตรวจสอบได้ไม่มากนัก และยากที่จะเข้าไปลงทุนเมื่อเทียบกับตลาดการเงิน ที่ผมกล่าวถึงปัจจัยต่างๆเหล่านี้ก็เพื่อที่จะให้มีการบริหารจัดการที่ดีเพื่อที่นักลงทุนจะได้เข้าไปลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ได้
นี่คือเหตุผลและแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังในการเปิดตัวกองทุนโภคภัณฑ์ของ บลจ.ฟินันซ่า โดยใช้ดัชนีอ้างอิง RICI หรือ Rogers International Commodity Index และนับแต่เปิดตัวกองทุนในเดือนกุมภาพันธ์ 2550 กองทุนก็มีผลดำเนินงานที่น่าประทับใจ โดยให้อัตราผลตอบแทน 29%
การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ก็อาจช่วยกระจายพอร์ตลงทุนได้ อย่างไรก็ดีอสังหาริมทรัพย์บางประเภทก็หวั่นไหวไปตามวงจรธุรกิจเหมือนๆกับราคาหุ้นเช่นกัน กองทุนที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่เรียกว่า REITs (Real Estate Investment Trusts) มีรายได้ที่มาจากรายได้ค่าเช่า ก็มีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากทิศทางอัตราดอกเบี้ย ดังนั้นกองทุนประเภทนี้ก็จะมีปฏิกิริยาต่อการปรับอัตราดอกเบี้ยเหมือนกับพันธบัตร แต่แม้ว่าจะมีปัญหาวิกฤติซับไพร์มในสหรัฐฯและยุโรป อสังหาริมทรัพย์ก็ยังมีผลการดำเนินงานที่ดีเมื่อมองย้อนหลังไป 3-5 ปีโดยเทียบกับหุ้นและพันธบัตร (ดูกราฟฟิค 4)
กราฟฟิค 4 เปรียบเทียบผลตอบแทนระหว่าง : อสังหาฯ VS หุ้น VS พันธบัตร
![]() |
การที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ถูกผลักดันด้วยปัจจัยในท้องถิ่น ทำให้การลงทุนอสังหาฯในตลาดโลกด้วยมุมมองที่ต้องการให้พอร์ตลงทุนไม่เคลื่อนไหวหวือหวาเป็นเรื่องที่มีเหตุผลรองรับถึงแม้แต่ว่ายังไม่มีในประเทศไทย แต่ในปีนี้จะมีการออกกองทุนเพื่อการลงทุนในต่างประเทศ (FIF) หลายกอง โดยเป็นกองที่จะลงทุนอสังหาฯในภูมิภาคและในตลาดโลก ระหว่างนี้อยู่ในขั้นตอนการขออนุมัติจาก กลต. ขณะเดียวกันก็มีกองทุนอสังหาฯหลายกองที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แต่ปัญหาหลักของกองทุนเหล่านี้คือปัญหาเรื่องสภาพคล่อง และนโยบายของกองทุนเหล่านี้มีการกระจายการลงทุนที่ยังไม่ค่อยดีนัก
สำหรับนักลงทุนที่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการลงทุนและทฤษฎีการเงินสมัยใหม่เป็นอย่างดี การลงทุนในกองทุน Hedge Funds อาจช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ตได้ ผู้จัดการกองทุน Hedge Funds ส่วนใหญ่มีเป้าหมายที่จะทำให้ได้ผลตอบแทนเป็นบวกอย่างเดียว (absolute positive return) ซึ่งเป้าหมายนี้อาจจะสวนทางกับดัชนีตลาด ขอให้ดูกราฟฟิคที่ 5 มีกองทุน Hedge Funds มากมายนับหมื่นกองที่จัดตั้งกันขึ้นมา ซึ่งส่วนมากก็ไม่ได้มีการควบคุมดูแลอย่างเข้มงวด ดังนั้นขอแนะนำว่ากองทุนประเภทนี้เหมาะกับนักลงทุนที่มีความรู้และเฝ้าดูแลการลงทุนของตนอย่างใกล้ชิดเท่านั้น เรื่องราวของกองทุนประเภทนี้ผมจะเล่าให้ฟังในฉบับหน้าครับ
กราฟฟิคที่ 5 ผลตอบแทนแบบ Absolute Returns ของกองทุนประเภท Hedge Funds
![]() |
สำหรับการลงทุนในกองทุนแบบ Private Equity Funds (PE) ก็เช่นเดียวกันครับ ผู้จัดการกองทุนจะลงทุนโดยเข้าไปซื้อหุ้นของกิจการต่างๆโดยตรง โดยทั่วไปแล้วกลุ่มนักลงทุนที่ร่ำรวยหรือที่เรียกว่าพวก High net worth individuals (HNWIs) จึงจะเข้าถึงการลงทุนในกองทุนประเภทนี้ซึ่งก็เหมือนกับนักลงทุนที่ลงทุนใน Hedge Funds นั่นเอง เพราะขั้นต่ำของเงินลงทุนจะมีขนาด 1 ล้านเหรียญสหรัฐหรือมากกว่านั้น และกองทุนแบบนี้ก็จะไม่ค่อยมีสภาพคล่องนัก ที่เป็นเช่นนี้เพราะกองทุน PE จะเน้นการลงทุนในช่วงเริ่มต้นของกิจการเป้าหมาย และนักลงทุนจะเก็บเกี่ยวมูลค่าเต็มที่ก็ต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง
มีผู้จัดการกองทุน PE ที่เก่งๆเหมือนกับกองทุน Hedge Funds ก็มีหลายคนอยู่แต่ส่วนมากก็จะมีคุณภาพปานกลาง เคล็ดลับอยู่ที่การเลือกลงทุนของผู้จัดการ (ขอให้ดูกราฟฟิคที่ 6) น่าสังเกตว่าในช่วงเวลา 5 ปี และ 10 ปี ผู้จัดการกองทุน PE ที่ถูกจัดอันดับความสามารถอยู่ใน 1st quartile ของกลุ่ม สามารถสร้างผลตอบแทนชนะผลตอบแทนเฉลี่ยของอุตสาหกรรมด้วยตัวเลขกำไรที่ดีอย่างมีนัยยะสำคัญ จริงๆแล้วในช่วงเวลา 10 ปีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยของกองทุน PE เอาชนะดัชนี S&P 500 อย่างไม่ทิ้งฝุ่น ซึ่งหมายความว่าหากนักลงทุนโชคไม่ดีแล้วเลือกผู้จัดการกองทุน PE ระดับปานกลาง นักลงทุนอาจจะไม่ต้องยุ่งยากและก็ลงทุนอยู่เฉพาะแต่ในหุ้นสามัญธรรมดาก็เหมือนกัน
กราฟฟิค 6 เปรียบเทียบผลตอบแทนระหว่าง กองทุน Private Equity VS ดัชนี S&P 500
![]() |
บทสรุปของการจัดพอร์ตลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกก็คือนักลงทุนจะพบกับความผันผวนน้อยกว่าการที่ลงทุนเฉพาะแต่ในหุ้นและพันธบัตร ถึงแม้ว่านี่จะไม่ใช่กฎเหล็กของนักลงทุนทุกราย แต่จากงานวิจัยพบว่าพอร์ตการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ (Efficient Portfolio) -สร้างผลตอบแทนสูงสุดโดยมีความเสี่ยงที่ในระดับที่ยอมรับได้-ควรจะมีการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกเป็นจำนวน 1 ใน 4 ของมูลค่าพอร์ต โดยจัดสรรการลงทุนในกองทุน Hedge Funds 10% และในกองทุน PE ไม่เกิน 10% ส่วนการลงทุนในอสังหาฯทั้งโดยทางตรงและทางอ้อมในกิจการจดทะเบียน ให้ลงทุน 10% อีก 5% ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ การให้น้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์ที่กล่าวมานี้ขึ้นอยู่กับการประเมินความเสี่ยงที่ยอมรับได้และเป้าหมายของผู้ลงทุน
ท้ายที่สุดนี้ นักลงทุนควรตระหนักว่าการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกที่กล่าวมาแล้วเป็นสิ่งที่น่าสนใจแต่ก็มีความเสี่ยงที่พิเศษและอาจทำให้มูลค่าพอร์ตถดถอยได้ กองทุน Hedge Funds และกองทุน PE ลงทุนในกิจการที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งโดยทั่วไปก็มีความเสี่ยงสูงกว่ากิจการที่จดทะเบียน ดังนั้นประโยชน์ที่จะได้จากการกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์ทางเลือกจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อกิจการที่ลงทุนไว้ดำเนินไปได้ครบรอบวงจรธุรกิจ ซึ่งอาจจะใช้เวลานานถึง 10 ปี