ธีระ ภู่ตระกูล

“High risk high return” เสี่ยงมาก กำไรมาก นิยามที่หลายคนคงจะคุ้นเคยกัน มาบ้างพอสมควร แต่คงจะมีหลายคนบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่ามีมั้ยประเภทเสี่ยงน้อย กำไรมาก คำตอบคือมีครับซึ่งแฮร์รี่ มาร์โควิทซ์ ผู้ที่เคยได้รับรางวัลโนเบล มี คำตอบที่ทำให้ทุกคนตาสว่าง

สิ่งที่มาร์โควิทซ์ได้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นตามด้วย ก็คือ การลงทุนในหลักทรัพย์หรือสินทรัพย์สองชนิด พร้อมๆ กัน จะมีความเสี่ยงในการลงทุนที่น้อยกว่าการลงทุนในหลักทรัพย์ หรือสินทรัพย์เพียงชนิดเดียว และยิ่งไปกว่านั้นเขายังยืนยันด้วยว่า เราสามารถที่จะสร้างพอร์ตการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนได้มากตามที่ ต้องการ ซึ่งขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้ และผลการค้นพบหลักการที่ว่าก็ทำให้ มาร์โควิทซ์ สามารถคว้ารางวัลโนเบลในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ร่วมกับ วิลเลี่ยม ชาร์ป และ เมอร์ตัน มิลเลอร์ และก็ยังทำให้เกิดทฤษฎีต่างๆ ตามมาอีกมากมายหลายทฤษฎี ไม่ว่าจะเป็น Efficient Frontier, Optimizers หรือ Value At Risk แต่บทสรุปของทฤษฎีเหล่านี้หนีไม่พ้นหลักการที่ว่า อย่าใส่ไข่ ทุกใบในตะกร้าใบเดียว

แล้วจะเอาไข่ใบไหน ใส่ในตะกร้าใบไหนดีล่ะ คำถามนี้ เป็นคำถามยอดฮิตที่นักลงทุนหรือผู้ที่อยากลงทุน ถามกันจนติดปาก

1. สิ่งที่คุณคาดหวังมากที่สุดจากการลงทุนของคุณคืออะไร
เงินต้นต้องไม่หาย
ต้องมีรายได้ที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ มูลค่าการลงทุน เพิ่มขึ้นให้พอสมน้ำสมเนื้อ ไม่ต้องมากนักก็ได้
มูลค่าการลงทุนต้องเพิ่มขึ้นอย่างเป็นกอบเป็นกำภายในระยะเวลาที่คิดเอาไว้
2. ถ้าหากลงทุนในหลักทรัพย์ x มูลค่าการลงทุนจะเพิ่มขึ้น 5% ทุกๆ ปี โดยไม่มีความเสี่ยงเทียบกับ การลงทุนในหลักทรัพย์ y ที่คาดว่าน่าจะเพิ่มขึ้น 10% ต่อปี แต่อาจจะยอมรับความเสี่ยงในการ ขาดทุนสัก 20% คุณคิดว่าการลงทุนในหลักทรัพย์ x หรือ y ที่น่าสนใจกว่ากัน
หลักทรัพย์ x
หลักทรัพย์ x และ y ทั้งสองหลักทรัพย์พร้อมๆ กัน
หลักทรัพย์ y เพียงอย่างเดียว
3. คุณคิดว่าคุณอยากจะใช้เงินลงทุนก้อนนี้ใน อีกนานแค่ไหน
ภายใน 5 ปี
ระหว่าง 5 ปี ถึง 10 ปี
มากกว่า 10 ปี
4. อย่างไหนที่คุณคิดว่าเป็นการลงทุนที่น่าสนใจ มากที่สุด
ลงทุนในหลักทรัพย์ x ที่มีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 3% ต่อปี ในปีที่ดีที่สุด เคยได้กำไรสูงสุด 8% แต่ก็เคยทำให้ขาดทุนต่ำที่สุด 4% ในบางปี
หลักทรัพย์ y ซึ่งมีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 12% เคยเพิ่มขึ้นสูงสุด 20% แต่ก็เคยลดต่ำลงจนทำ ให้ขาดทุน 20%
หลักทรัพย์ z ซึ่งมีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 17% เคยเพิ่มขึ้นสูงสุด 120% แต่ก็เคยขาดทุน 55%
5. คุณเพิ่งได้รับมรดกเป็นบ้านเก่าหลังหนึ่งที่ ต้องการการซ่อมแซมมากพอสมควร แต่บังเอิญตลาดอสังหาริมทรัพย์เกิดกลับมาบูม โดยไม่มีใครรู้ว่าในอีกกี่ปีข้างหน้า มันจะตก หรือขึ้นไปกว่านี้อีกมากน้อยแค่ไหน แล้วคุณ คิดว่าคุณจะทำยังไงกับมรดกชิ้นงามของคุณ ชิ้นนี้
ขาย
ปล่อยให้เช่า
ซ่อม แล้วเก็บเอาไว้ดูทีท่าอีกสักสองสามปีแล้ว ค่อยปล่อยขาย



คะแนนของคุณคือ :

หากคะแนนของคุณอยู่ในระหว่าง 5-8 คะแนน
คุณเป็นคนประเภทอนุรักษานิยม หรือ conservative การขาดทุนถือเป็นเรื่องที่บั่นทอนจิตใจคุณ จนคุณอาจ ถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ การลงทุนในสิ่งที่เสี่ยง เป็นเรื่องที่คุณกลัวมากเป็นพิเศษ

หากคะแนนของคุณอยู่ระหว่าง 9-12 คะแนน
คุณเป็นคนประเภทเดินสายกลางคุณเป็นคนที่สามารถยอมรับความเสี่ยงได้บ้างพอ สมควร ถ้าคุณคิดว่ามันจะทำให้คุณได้ผลตอบแทนที่ ดีกว่า เพราะฉะนั้นลุยไปเลย ลงหุ้น 50%

หากคะแนนของคุณอยู่ระหว่าง 13-15 คะแนน
ใจถึงสุดๆได้เลย ขาดทุน แต่ถ้าได้ก็ต้องได้มากเช่นกัน เพราะฉะนั้นพอร์ตการลงทุนของคุณ ควรจะมีหุ้นอยู่ในนั้นเป็นสัดส่วนที่มากกว่าการลงทุนในหลักทรัพย์ ชนิดอื่น

ความเสี่ยงไม่ได้มีความหมายแค่เป็นสิ่งที่บอกว่าหลักทรัพย์อาจจะลดมูลค่าลง แต่มันยังเป็นสิ่งที่ เราใช้วัดค่าความเปลี่ยนแปลงของหลักทรัพย์ได้ทั้ง ขาขึ้นและขาลง ซึ่งเรียกกันตามหลักการว่า ค่าความ เบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) ซึ่ง คำนวณได้จากผลตอบแทนจากการลงทุนที่ผ่านมา ยิ่งตัวเลขค่าความเบี่ยงเบนสูงมาก ก็ยิ่งบ่งบอกถึง ความเสี่ยงของการลงทุนในหลักทรัพย์ตัวนี้มากตาม ไปด้วย

จากตาราง ถ้าหากการขาดทุนมากทำให้คุณรู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว คุณก็น่าจะต้องคิดถึงการ ลงทุนในหลักทรัพย์ที่ตกอยู่ทางด้านซ้ายของเส้น ความเสี่ยง (Standard deviation) เฉลี่ย 8% ซึ่งหมายความว่าผลตอบแทนของคุณจะมีการแกว่ง ตัวในระดับบวกหรือลบ ไม่เกิน 8% ในช่วงสองใน สามของระยะเวลาการลงทุนทั้งปี แต่ถ้าหากคุณ สามารถรองรับระดับความเสี่ยงได้มากกว่านั้น คุณก็ อาจจะลองขยับมาอยู่ที่ระดับความเสี่ยง 8%-15% แต่ถ้ายังไม่ถึงใจคุณก็ลองเสี่ยงให้สุดกู่ไปเลย

หลักการของมาร์โควิทซ์ ซึ่งน่าจะเรียกว่าเป็น เครื่องมือทางการเงินที่ได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างเป็น รูปธรรมว่า การกระจายความเสี่ยงสามารถให้ผล ตอบแทนที่ทัดเทียมกับการลงทุนในหลักทรัพย์ตัว เดียวที่ให้ผลตอบแทนสูงแต่ความเสี่ยงน้อยกว่ากัน อย่างเห็นได้ชัด หากดูที่แผนภาพจะเห็นเส้นสีเทา ที่เราเรียกกันว่า Efficient Frontier ด่านหน้าที่ทรง ประสิทธิภาพ คือ เส้นที่บอกถึงผลตอบแทนการ ลงทุนที่ต่างออกไปตามระดับความเสี่ยงที่ผู้ลงทุน ยอมรับได้ ดังตัวอย่างของพอร์ตการลงทุนสามแบบ ที่ให้ผลตอบแทนเท่าเทียมกันแต่ในพอร์ตแบบ E มีความเสี่ยงที่ต่ำกว่าพอร์ตอื่นอย่างเห็นได้ชัด

ในส่วนหลักทรัพย์ที่นักลงทุนทั่วไปคุ้นเคยมากที่สุด เห็นจะหนีไม่พ้น หุ้น เพื่อหวังผลตอบแทนสูง พันธบัตร หุ้นกู้ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ และการ ฝากเงินเพื่อไม่ให้เงินต้นสูญ แต่การลงทุนในหลักทรัพย์แต่ละชนิดความเสี่ยงก็แตกต่างกันไปด้วย ซึ่งก็แน่นอนว่าหุ้นเสี่ยงสูงที่สุด รองลงมาก็พันธบัตร หุ้นกู้ สุดท้ายที่เสี่ยงน้อยที่สุดก็คือ การฝากเงิน

พอร์ตการลงทุนในแบบ A
คือการนำเงินลงทุนทั้งหมดไปฝากธนาคารปลอดภัย ที่สุด แต่ก็อย่างว่า ผลตอบแทนก็น้อยตามไปด้วย

พอร์ตการลงทุนในแบบ B
ถ้าคุณยอมรับความเสี่ยงได้บ้างพอสมควร ก็ลอง ลงทนในพันธบัตรหุ้นกู้ทั้งหมด ซึ่งให้ผลตอบแทนที่ สูงกว่า แต่ก็เริ่มมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นบ้าง

พอร์ตการลงทุนในแบบ C
ใส่เงินลงทุนทั้งหมดในหุ้นตัวเดียว เพื่อผลการ ตอบแทนที่มาก เช่น 9% ต่อปี แต่ก็ต้องแบกรับ ความเสี่ยงสูงที่สุด
พอร์ตการลงทุนในแบบ D
เป็นพอร์ตการลงทุนที่ผสมผสานกัน 30:70 ระหว่าง กองทุนตราสารหนี้และกองทุนตราสารทุนที่ให้ผล ตอบแทนคงที่กับการลงทุนในหุ่นตัวเดียวที่ให้อัตรา ผลตอบแทนประมาณ 9% เช่นกัน แต่มีความเสี่ยง น้อยกว่าการลงทุนในหุ้นตัวเดียวมาก เพราะมีการ กระจายความเสี่ยงที่ดีกว่า
พอร์ตการลงทุนในแบบ E
เป็นเรื่องของการลงทุน โดยแบ่งสัดส่วนการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ 45% และกองทุนหุ้นทุน 55% โดยมีอัตราผลตอบแทนประมาณ 9% เช่นกัน แต่ ความเสี่ยงน้อยกว่าพอร์ตในแบบ D กับ C ซึ่งน่า จะนับว่าเป็นพอร์ตการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด แต่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด

จัดพอร์ตตัวเองให้ได้ดั่งใจ

ไม่ว่าจะลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทไหน ในอัตรา ส่วนผสมมากน้อยแค่ไหน ขอให้คุณมั่นใจว่าคุณจะอยู่กับมันได้อย่างสบายใจ เพราะในความเป็นจริง แล้วคงไม่มีกฎตายตัวแน่นอน คนที่อายุยังน้อยเพิ่ง เริ่มต้นทำงาน เงินลงทุนยังน้อยน่าจะยอมรับความ เสี่ยงได้มาก จึงน่าจะมองหาประโยชน์จากผล ตอบแทนที่มากกว่าในหลักทรัพย์ประเภทหุ้นทุน แล้วรอเวลาที่จะทำให้มูลค่าการลงทุนเพิ่มสูงขึ้น ตามที่ต้องการ ส่วนคนที่อายุมากขึ้นมีเงินลงทุน มากพอสมควร ก็อาจจะปรับสภาพการลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าเดิม เพื่อป้องกัน การลดลงของเงินลงทุน พร้อมทั้งรายได้ที่ลดลงแต่ก็ อาจจะมีมาอย่างสม่ำเสมอ

ตารางการจัดสรรการลงทุนสี่ช่องที่นำเสนอเป็นการแนะนำการจัดพอร์ตสำหรับผู้เริ่มต้นตามช่วงอายุ ทั้ง คนแก่ คนหนุ่มสาว โดยอาศัยหลักสมมุติฐานว่า ภายในระยะเวลาการลงทุนที่นานพอสมควรหุ้นทุน จะให้ผลตอบแทนที่มากกว่าพันธบัตรหุ้นกู้ แต่ไม่สามารถคาดการณ์ผลตอบแทนได้อย่างแน่นอน ซึ่งอ้างอิงได้จากข้อมูลการเปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นจาก ในช่วงอดีตที่ผ่านมา

โมเดลการจัดสรรการลงทุนขั้นพื้นฐาน

ในช่วงอายุระหว่างที่คุณเริ่มสะสมเงินลงทุน และยัง ไม่มีความต้องการที่จะใช้เงินลงทุนนั้นในระยะเวลาอัน ใกล้นี้ คุณสามารถที่จะนำเงินไปลงทุนในหลักทรัพย์ ที่ให้ผลตอบแทนสูงได้ โดยอาศัยช่วงอายุที่ยังน้อย คุณอาจจะใส่เงิน 80% หรือมากกว่าลงในหุ้นแล้ว นำส่วนที่เหลือใส่ลงไปในพันธบัตร แต่เมื่อระยะเวลา ผ่านไป เมื่อสะสมเงินลงทุนได้มากขึ้น อายุก็มากขึ้น และก็ไม่มีเวลาที่จะแก้ตัวหากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมา คุณก็อาจจะค่อยๆ ลดความเสี่ยงลงด้วยการปรับ ลดการลงทุนในหุ้นลงเหลือแค่ 70%

พอก้าวมาถึงช่วงที่เรียกว่า ช่วงที่ต้องการรายได้จาก การลงทุน (Distribution) หลังจากที่คุณเริ่มสนุกสนานไปกับการได้รับผลตอบแทนจากการ ลงทุนในช่วงต้น และไม่ต้องการที่จะเสี่ยงกับการ สูญเสียในระยะสั้น คุณอาจจะลดการลงทุนในหุ้นลง เหลือสัก 60% หรืออาจจะลงไปถึง 50% ได้เช่นกัน

เมื่อคุณรู้แน่แล้วว่ากลยุทธ์การลงทุนของคุณเป็นอย่างไร คุณก็อาจจะนำเอาแนวคิดนี้ไปปรับใช้กับปัจจัยทางการเงินของตนเอง อายุของคุณ วัตถุประสงค์ ในการลงทุนและรสนิยมในการลงทุนของคุณ