ในการดำเนินธุรกิจตามระบบทุนนิยมปัจจุบัน วิสาหกิจตั้งแต่ขนาดเล็กอย่างร้านโชห่วย ตลอดจนถึงบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ ต่างต้องใช้บริการของมืออาชีพในแขนงใด แขนงหนึ่ง บางแห่งใช้เกือบทุกแขนงด้วยซ้ำ ที่ปรึกษาด้านภาษี กฎหมาย บัญชี การปรับ โครงสร้างองค์กร การประชาสัมพันธ์ การจัดแสดงสินค้า ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นวิธีปฏิบัติปกติใน ชีวิตธุรกิจ

ชีวิตของผู้คนธรรมดาก็เช่นกัน เราป่วย ไม่สบาย ก็ไปหา หมอ ปวดหัวตัวร้อนเป็นไข้ก็พบแพทย์ทั่วไปได้ แต่หากมีโรคภัยไข้เจ็บเฉพาะทาง ก็ต้องหาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง จิตแพทย์ แพทย์ผิวหนัง จักษุแพทย์ ทันตแพทย์ เป็นต้น ดังนั้น ชีวิตของผู้คนในปัจจุบันนี้ ย่อมต้องเกี่ยวพันกับผู้ชำนาญการ ด้านใดด้านหนึ่ง

ในกิจกรรมบางอย่างเราต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่ได้ รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพตามกฎหมาย ต้องให้ทนาย ความเป็นผู้ว่าความฟ้องร้องคดีหรือแก้ต่างให้ ต้องใช้ผู้ตรวจ สอบบัญชีรับรองงบดุลเพื่อยื่นรายการเสียภาษีต่อกรม สรรพากร และต้องหาแพทย์ที่มีใบประกอบโรคศิลป์เพื่อรักษา อาการเจ็บป่วยของเรา

ในเรื่องของเงินทองก็เช่นกัน ปัจจุบันทางการในที่นี้คือ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต.ได้ออกใบอนุญาตให้ที่ปรึกษาทางการเงินเป็นผู้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุนได้ แต่ผู้คนมักไม่ใคร่รู้จักหรือ สนใจใช้บริการของมืออาชีพแขนงนี้ อาจเป็นเพราะนี่คือของ ใหม่ในระบบตลาดทุนไทย และคนส่วนมากอาจรู้สึกไม่คุ้นเคย หรือ ไม่ค่อยสะดวกสบายใจนักที่จะให้คนแปลกหน้ามารู้เรื่อง เงินๆ ทองๆ ซึ่งถือเป็นเรื่องส่วนตัวที่สุด และยังจะมาให้คำแนะนำว่าควรจะจัดการแบ่งสันปันส่วนเงินเก็บเงินออมเงิน ลงทุนอย่างไรอีกด้วย

ในระบบตลาดทุนที่พัฒนาไปอย่างสลับซับซ้อนมากแล้ว นั้น ที่ปรึกษาทางการเงินถือเป็นมืออาชีพที่จำเป็นในการ ดำเนินชีวิตอย่างมีแผนการและรอบคอบ มันก็เหมือนการซื้อประกันชีวิตหรือประกันภัย ที่เราจะต้องซื้อผ่านตัวแทนขาย ประกันของบริษัทที่มีชื่อเสียง น่าเชื่อถือ ซื้อหุ้นผ่านนายหน้าค้า หุ้นที่เราไว้ใจ วางแผนด้านการเงินโดยให้คนที่รู้ช่องทางการ ลงทุนและการออมให้คำแนะนำ

วัวหายล้อมคอก

เมื่อพูดถึงการซื้อหน่วยลงทุนหรือการลงทุนในกองทุนรวมนั้น ภาพที่ไม่น่า ประทับใจ แต่ติดตรึงอยู่ในความรู้สึกของนักลงทุนไทยทั่วไปคือภาพ “ลุง บุญช่วย” ที่มาประท้วงด้วยวิธีพิสดาร เพราะขาดทุนจากการซื้อหน่วยลงทุน ซึ่งอันที่จริงแล้ว เรื่องราวของลุงช่วยมีความซับซ้อนมากกว่าภาพที่ปรากฏ อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงคือลุงช่วยและผู้ถือหน่วยลงทุนจำนวนมาก รวมทั้งบริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมหรือ บลจ.หลายแห่งด้วยนั้น มีการขาดทุนอย่าง มโหฬารหลังเศรษฐกิจไทยประสบภาวะวิกฤติปี 2540

นักลงทุนหลายคนอาจจะเข็ดหลาบ ไม่อยากซื้อหน่วยลงทุนอีกต่อไป แต่ หากนึกดูให้ดีว่าภายใต้ระบบตลาดทุนที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั้น นักลงทุนมีทาง เลือกไม่มากนัก กองทุนรวมไม่ใช่ว่าจะไม่สร้างกำไรให้นักลงทุน โดยส่วนมาก ต่างได้กำไรไปทั้งนั้น เพียงแต่ว่าครั้งสุดท้ายที่ออกจากกองทุนรวมนั้น อาจ ไม่น่าประทับใจเท่ากับตอนที่ยังอยู่ในกองทุนรวมเท่านั้น

หลังจากพ้นภาวะวิกฤติเศรษฐกิจและกรณี “ลุงช่วย” แล้ว หน่วยงานของรัฐ ที่มีหน้าที่กำกับดูแลธุรกิจกองทุนรวมคือ ก.ล.ต. ได้เข้ามาจัดมาตรฐานการ ดำเนินธุรกิจให้มีความรัดกุมมากขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นของผู้แทนขาย หน่วยลงทุน ที่เน้นว่าจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ที่ขายให้ลูกค้า และต้องอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจสามารถตัดสินใจซื้อหรือขายและรับผิดชอบ ต่อการลงทุนของตัวเองได้

ในการจัดระบบที่ปรึกษาการลงทุนและผู้แทนขายหน่วยลงทุนนี้ ก.ล.ต. ได้ร่วมมือกับสถาบันพัฒนาบุคลากรธุรกิจหลักทรัพย์ หรือ TSI ทำการฝึก อบรม จัดสอบ และมอบใบอนุญาตในการทำงานให้กับตัวแทนทั้งหลาย ซึ่ง สถาบันฯ ได้แบ่งบุคลากรด้านการขาย การให้คำแนะนำลงทุนและการตัดสินใจ ลงทุนออกเป็น 4-5 ประเภท

ที่ปรึกษาและผู้แทนฯเหล่านี้จะมีระดับการให้คำแนะนำการลงทุนและการตัดสินใจลงทุนไม่เท่ากัน รวมทั้งมีความรับผิดชอบต่อการทำงานแตกต่างกันไป ด้วย (ดูรายละเอียดในล้อมกรอบ)

TSI หลักสูตรที่ปรึกษาการเงินมืออาชีพ

คุณพันธ์ศักดิ์ เวชอนุรักษ์ รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ดูแลหน่วยงาน TSI บอกว่านิยามของคำว่าที่ปรึกษาการลงทุนหรือ Investment Advisor (ชื่อย่อคือ IA ซึ่งผู้ที่ได้ใบอนุญาตนี้เป็นทั้งรายบุคคล หรือบริษัทจำกัดก็ได้) ก็คือ IA ทำหน้าที่เพียงให้คำแนะนำการลงทุน โดยมี ขอบข่ายจำกัดอยู่ที่หลักทรัพย์ คือ วิเคราะห์มูลค่าหรือคุณค่าของหลักทรัพย์ (valuation) คือ ต้องชี้ออกมาว่าหุ้นตัวไหนมีมูลค่าเท่าไหร่ และได้รับค่า ธรรมเนียม (Advisory Fee) ในการให้คำแนะนำนั้น แต่ถ้าหากทำการตัดสินใจ ลงทุนแทนลูกค้า เราจะเรียกว่าเป็น Private Fund Manager

ส่วนผู้แทนขายคือพนักงานของบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตเป็นที่ปรึกษาการ ลงทุน และต้องผ่านการเรียนการสอบ ต้องลงทะเบียนกับ ก.ล.ต. ซึ่งทำหน้าที่ จดทะเบียนคนที่สอบผ่านหลักสูตรของ TSI

สถาบัน TSI มีหลักสูตรและใบอนุญาตดังนี้คือ เจ้าหน้าที่การตลาด ตราสารทุน หรือที่เรียกว่า มาร์เก็ตติ้งของโบรกเกอร์ , เจ้าหน้าที่การตลาดตรา- สารหนี้ ซึ่งอาจจะเป็นพนักงานของธนาคารก็ได้ เพราะธนาคารสามารถค้า ตราสารหนี้ได้ หรือโบรกเกอร์ก็ได้, เจ้าหน้าที่การตลาดตราสารอนุพันธ์ แต่ธุรกิจนี้ยังไม่เกิด, ตัวแทนขายหน่วยลงทุน มีสองระดับ ระดับแรกคือ ตัว แทนขายเต็มรูปแบบ คือสามารถให้คำแนะนำการลงทุนได้อย่างละเอียด เรียกว่า IP หรือ Investment Planners หรือภาษาไทยใช้ว่าเจ้าหน้าที่วางแผน การลงทุนระดับ 1 แต่ถ้าเป็นพนักงานธนาคารไม่ต้องให้คำแนะนำลึกซึ้งมาก เรียกว่า FG หรือ Fundamental Guide หรือเจ้าหน้าที่วางแผนการลงทุนระดับ 2

ดังนั้น ทั้งที่ปรึกษาการเงิน/การลงทุนและตัวแทนขายตราสารทุกประเภท จำเป็นต้องผ่านการเรียนและสอบรับใบอนุญาตจาก TSI รวมทั้งต้องผ่านการ ลงทะเบียนจาก ก.ล.ต. ด้วย

รายละเอียดของหลักสูตรนั้นจะมีส่วนที่เป็นหลักสูตรเบื้องต้น 6-8 วิชาที่ เป็นแกนเหมือนกัน คือเรียนกฎหมาย กฎเกณฑ์ หลักการลงทุนเบื้องต้น ตราสารเบื้องต้น วิเคราะห์งบฯ ระบบสถาบันการเงินของไทย เรื่อง จริยธรรม ส่วนวิชาเฉพาะก็จะไปเรียนตามโปรดักส์เฉพาะของแต่ละตราสารไป และใครอยากได้ใบอนุญาตทุกประเภทก็มาเรียนทุกอย่างได้

ในส่วนของ Financial Planners (FP) จริงๆ ในไทยนั้นยังไม่เกิด แต่ที่ TSI ใช้คำว่า IP นั้นเรียนพื้นฐานบวกด้วยการวางแผนการลงทุนเล็กน้อย และที่เรียนลึกๆ มากเป็นเรื่องของกองทุนรวม

พันธ์ศักดิ์บอกว่าในส่วนของ FP นั้นเป็นอีกอาชีพหนึ่ง ซึ่งในต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ นั้นถือว่าเป็นอาชีพที่ทำเงินอันดับหนึ่ง เหตุผลคือพวกเขา มีปัญหาเรื่องการเงินและต้องการผู้วางแผนให้ หลักสูตร FP ที่เป็นสากลนั้น เบื้องต้นก็เรียนคล้ายในไทย แต่จะแตกไลน์ออกไป มีสามโมดุล คือ เรื่อง วิธีการวางแผนการเงิน เรื่องพื้นฐาน และเรื่องกลยุทธ์การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ กลยุทธ์การวางแผนภาษี กลยุทธ์การลงทุนในหลักทรัพย์ การ ลงทุนเพื่อการเกษียณอายุ กลยุทธ์เรื่องมรดก

“ scope ของหลักสูตรจะกว้างมากกว่าที่สอนในไทย หลักสูตรจะพูดเรื่อง การวางแผนการเงิน ลักษณะของอาชีพนี้ก็เป็นที่ปรึกษาเหมือนกัน แต่ว่ามันเป็น solution approach มากกว่าที่จะเป็น product approach หรือเป็น tailor made สำหรับลูกค้าแต่ละคนมากกว่า คือลูกค้ามีปัญหาอะไรมีความต้องการ อย่างไร มีงบประมาณเท่าไร ก็เอาข้อมูลของเขามาถาม FP ว่ามีทางเลือกใน การวางแผนอย่างไรบ้าง” พันธ์ศักดิ์อธิบาย

ในการให้คำปรึกษาทางการเงินไม่ว่าจะผ่านใบอนุญาตใดก็ตามนี้ ลูกค้า ผู้ใช้บริการต้องจ่ายค่าธรรมเนียมด้วย ซึ่งประเด็นนี้ไม่ใช่แต่เป็นเรื่องใหม่ ในแวดวงตลาดทุนไทยเท่านั้น ทว่าในหลายที่ก็ประสบปัญหามาแล้ว พันธ์ศักดิ์ บอกว่า ทั้งที่อังกฤษหรือสิงคโปร์ก็เจอปัญหานี้ แต่คนที่มีใบอนุญาตนี้ มักมีใบ อนุญาตอื่นๆ อยู่ด้วย และเขาจะได้รายได้จากการแนะนำให้ซื้อสินค้าต่างๆ ที่เขาสามารถให้คำแนะนำลงทุนได้

หลักสูตรของ TSI นี้มาจากการผสมผสานหลักสูตรจากหลายๆ ที่ทั้งจาก สหรัฐฯ สิงคโปร์ อังกฤษ เป็นต้น นอกจากนี้ TSI ยังอยู่ระหว่างพิจารณาหลักสูตร CFA โดยอาจจะทำในลักษณะ franchise คือเอามาทั้งหมดทำให้ สามารถออกใบอนุญาตให้ผู้สอบได้เลย อย่างไรก็ดี พันธ์ศักดิ์บอกว่า TSI ไม่ต้องการใบอนุญาต แต่ต้องการเนื้อหามาสอนและมาปรับให้เข้ากับลักษณะตลาดทุนไทย โดยอาจจะปรับชื่อใหม่ เช่น ใช้เป็น Modern Approach Marketing ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างเจรจากับสถาบันทางสิงคโปร์

ส่วนตัวเลขคนที่จบ IA นั้นมีราวแปดคน เพราะว่าธุรกิจนี้โดดๆ ยังไม่ใคร่มี คนทำ ส่วนมากจะแฝงอยู่ในใบอนุญาตการเป็นโบรกเกอร์ เหตุผลหนึ่งอาจจะเป็นเพราะยังไม่มีใครยอมจ่ายค่าจ้างที่ปรึกษาโดดๆ แบบนี้ แต่พันธ์ศักดิ์ก็ บอกว่า เขาเคยได้ยินว่ามีคนยอมจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับที่ปรึกษาที่มีฝีมือและไม่ได้อยู่ในบริษัทโบรกเกอร์อยู่บ้าง เพราะสามารถให้คำแนะนำที่สร้างกำไรได้

ส่วนคนที่มีใบอนุญาต FG และ IP นั้นมีจำนวนมาก เพราะธนาคารได้ รับอนุญาตให้ขายหน่วยลงทุนได้ ที่มีตอนนี้มีมากกว่า 1,000 คน

ค่าจ้างที่ปรึกษาทางการเงิน

แน่นอนว่าการใช้บริการทุกอย่างต้องมีค่าจ้าง เช่น ค่าทนาย ค่าทำบัญชีค่าตรวจสอบบัญชี ค่าทำฟัน ค่าแพทย์ ค่าซ่อมรถ ฯลฯ หากใช้บริการ ที่ปรึกษาทางการเงิน จะต้องจ่ายค่าจ้างสักเท่าไรกัน?

การกำหนดค่าจ้างในวิชาชีพต่างๆ โดยทั่วไปมักคิดเป็นอัตราตายตัว หรือ เป็นราคาตามท้องตลาด คือราคาที่นิยมใช้กันเป็นมาตรฐานทั่วไป หากใคร กำหนดมากหรือน้อยกว่าราคามาตรฐานนั้นก็ต้องมีเหตุผลอะไรที่ดีกว่าหรือ แย่กว่า ส่วนค่าธรรมเนียมที่ปรึกษาทางการเงินนั้นโดยทั่วไปมีวิธีคิดสามแนว

Fee-Only Planners ที่ปรึกษาที่คิดค่าธรรมเนียมจากการให้คำปรึกษา ล้วนๆ ไม่รับค่าคอมมิชชั่นหรือค่านายหน้าจากการขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เช่น ขายหน่วยลงทุนของกองทุนรวมหรือขายประกันชีวิตให้ลูกค้า ที่ปรึกษา ประเภทนี้ มักจะทำงานอิสระหรือก่อตั้งบริษัทให้คำปรึกษาอย่างเดียว พวกเขา อาจจะคิดค่าจ้างเป็นรายชั่วโมง หรือคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าสินทรัพย์ที่รับบริหารจัดการ

Fee-Based Planners ที่ปรึกษาซึ่งคิดค่าธรรมเนียมทั้งจากการให้คำ ปรึกษา และการขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินด้วย ที่ปรึกษาประเภทนี้อาจสังกัดบริษัทหลักทรัพย์ (บล.), บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) รวมทั้งธนาคารพาณิชย์

Commission-Based Planners ให้คำปรึกษาทางการเงินก็จริง แต่เน้น การขายสินค้าและมีรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เช่น เจ้าหน้าที่ ประจำเคาน์เตอร์ธนาคารที่ปัจจุบันเริ่มมีการขายประกันชีวิตให้ลูกค้าเงินฝาก พวกเขาจะได้รับค่าคอมมิชชั่นจากการขายโปรดักส์ดังกล่าว จากบริษัทประกันที่เป็นเจ้าของกรมธรรม์ เป็นต้น

ผู้ใช้บริการที่ปรึกษาทางการเงินการลงทุนควรจะหาความรู้เกี่ยวกับแหล่ง ที่มาของรายได้ของที่ปรึกษาฯด้วย เพื่อที่จะได้รู้ว่าทำไมที่ปรึกษาฯ จึงแนะนำ ให้ซื้อกองทุนประเภทหนึ่งดีกว่ากองทุนอีกประเภทหนึ่ง เช่น ท่านควรรู้ว่า กองทุนหุ้น (Equity Fund) จ่ายค่าคอมมิชชั่นแพงกว่ากองทุนตราสารหนี้ (Money Market Fund)

แนวทางการคิดค่าจ้างที่เหมาะสมที่สุด น่าจะเป็นแนวทางที่ยึดค่า ธรรมเนียมจากการให้คำปรึกษาเพียงอย่างเดียว (Fee-Only Planners) เพราะผู้ใช้บริการไม่ต้องกังวลว่าที่ปรึกษาจะมีอคติในการให้คำแนะนำหรือไม่ เพราะเขาไม่ได้รับค่าคอมมิชชั่นจากบริษัทเจ้าของสินค้า และเรายังจะได้รู้อย่าง ชัดเจนเลยว่าต้องจ่ายค่าที่ปรึกษาในอัตราเท่าไหร่

อย่างไรก็ดี คนส่วนใหญ่มักลังเลใจที่จะจ่ายค่าธรรมเนียมประเภทนี้ พวกเขาจึงมักจะไปทำข้อตกลงกับที่ปรึกษาที่มีรายได้จากค่าคอมมิชชั่นขาย ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ซึ่งทำให้พวกเขาไม่รู้เลยว่าได้คำแนะนำการลงทุนที่ดี ที่สุดหรือไม่ เพราะที่ปรึกษาประเภทนี้จะเน้นขายโปรดักส์ที่สร้างรายได้ คอมมิชชั่นสูงๆ แก่ตน แทนที่จะสนใจให้คำแนะนำที่ละเอียดลึกซึ้งและกว้างขวางกว่าการยึดติดสินค้าตัวใดตัวหนึ่งเป็นพิเศษ

ในการจ้างที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อให้คำแนะนำการลงทุน การจัดการ บริหารเงินทองของเรานั้น ควรมีข้อตระหนักอยู่เสมอว่า ไม่ว่าในตลาดทุน ประเทศใดๆ ก็ตาม มันเป็นข้อขัดแย้งที่มีมาและคงดำรงอยู่ไปอีกนาน นั่นคือ ลูกค้าจะรู้ได้อย่างไรว่าที่ปรึกษาฯ จะไม่มีอคติในการให้คำแนะนำการลงทุน ประเด็นนี้เป็นเรื่องยากที่จะรู้ได้

ในกฎหมายของออสเตรเลียบัญญัติคำว่า Independent Investment Advisor หมายความว่าที่ปรึกษาฯ ต้องอยู่ฝั่งผู้ลงทุนและโดยส่วนมาก ใบอนุญาตที่ปรึกษาฯ ในต่างประเทศนั้นจะเป็นใบอนุญาตส่วนบุคคลเหมือน ผู้ตรวจสอบบัญชี ดังนั้นลูกค้ากับที่ปรึกษาฯจะต้องมีความสนิทและไว้เนื้อ เชื่อใจกันมาก เพราะในบางแห่งลูกค้าเหมือนกับทิ้งเงินลงทุนไว้ให้ที่ปรึกษา ดูแลหรือเอาไปทำให้มันงอกเงยขึ้นมา

ส่วนในไทยนั้น การกำกับดูแลจริยธรรมของที่ปรึกษาฯเป็นหน้าที่ของ ก.ล.ต. ซึ่งมีหน่วยงานใหม่คือ Licensing Department ทำหน้าที่ตรวจสอบ ยึดใบอนุญาตที่ปรึกษาฯตามที่มีการร้องเรียนมาและมีหลักฐานว่าทำหน้าที่ ผิดจริง

ก.ล.ต.ทำหน้าที่สอดส่องดูแลเจ้าหน้าที่เหล่านี้ ขณะที่ TSI นั้นเป็นสถาบัน ให้การอบรมและออกใบอนุญาตเท่านั้น แต่ใบอนุญาตทุกใบก็ต้องมาขึ้นทะเบียนกับ ก.ล.ต.ก่อน และต้องมาต่อใบอนุญาตทุกสองปีด้วย

“ที่เรากำลังทำเรื่อง licensing ทั้งหมดตอนนี้เป็นการ serve product provider มากกว่า ยังไม่ได้ทำให้นักลงทุน เพราะในตลาดยังไม่มี independent IA หรือ FP เพราะทุกคนมีสังกัดหมด ตราบใดที่ยังไม่เกิดหลักสูตร CFP จริงๆ แต่ตอนนี้ บลจ.ก็พยายามทำหน้าที่เป็นผู้วางแผนทางการเงินอยู่ แต่ก็ไม่ได้ประกันว่าจะวางตัวเป็นกลาง และลูกค้าพึงรู้ด้วยว่าการที่บลจ. เข้ามา ทำหน้าที่ตรงนี้ เกิดขึ้นมาจากสภาพการแข่งขันในตลาด ซึ่งต่างจากในสหรัฐฯ ที่เกิดมาจากความต้องการของลูกค้าโดยตรง” พันธ์ศักดิ์กล่าว

ทำความรู้จัก IP, FG, CMR,CIAR หรือ IA & CFA

ตัวย่อภาษาอังกฤษเหล่านี้ต่อไปจะเป็นเรื่องที่คุ้นหูคุ้นตาผู้คนมากขึ้น นี่คือ ชื่อเรียกของผู้ที่ได้รับใบอนุญาตการเป็นที่ปรึกษาการลงทุน, ที่ปรึกษาการเงินใน ระดับต่างๆ รวมทั้งตัวแทน นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ตัวแทนขายประกัน และผู้ตรวจสอบบัญชี

IP และ FG เป็นชื่อย่อของผู้ทำหน้าที่ขายหน่วยลงทุน โดย IP คือ Investment Planner หรือผู้ทำหน้าที่ขายหน่วยลงทุนระดับ 1 จะต้องมีความ รู้เกี่ยวกับกฎระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนการลงทุน และยังจะต้องมีความรู้ในผลิตภัณฑ์ของกองทุนรวม กองทุนส่วนบุคคลและกองทุนสำรอง เลี้ยงชีพ รวมทั้งจรรยาบรรณของวิชาชีพด้วย ใบอนุญาต IP มีอายุสองปี เมื่อ หมดอายุ ผู้ถือใบอนุญาตต้องผ่านหลักสูตรการอบรมความรู้จึงจะได้รับการต่อ อายุใบอนุญาต IP ทำหน้าที่ให้คำแนะนำการลงทุนในกองทุนรวมและอาจทำการ ซื้อหรือขายหน่วยลงทุนแทนลูกค้าได้ IP บางรายสามารถให้คำแนะนำทางการ เงินทั่วๆ ไปได้ด้วย

ส่วน FG นั้นคือ Fundamental Guide หรือผู้ทำหน้าที่ขายหน่วยลงทุน ระดับ 2 ต้องมีความรู้ในกฎระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวกับการลงทุนในกองทุนรวมและทำหน้าที่ให้คำแนะนำการลงทุนในกองทุนรวมทั่วๆ ไป แต่ FG ไม่สามารถ แนะนำลูกค้าให้ซื้อหรือขายกองทุนใดเป็นการเฉพาะ ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ ที่ได้รับอนุญาตให้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนขายหน่วยลงทุนได้ จะส่งพนักงานธนาคาร ไปสอบเพื่อให้ได้ใบอนุญาตนี้ ซึ่ง FG ถือเป็นใบอนุญาตขั้นต้นของที่ปรึกษา ทางการเงิน และข้อสอบจะไม่ยากเท่าใบอนุญาตประเภทอื่นๆ

CMR เป็นชื่อย่อของเจ้าหน้าที่การตลาด หรือภาษาอังกฤษคือ Certified Marketing Representative ซึ่งมีสามประเภทคือ ตราสารหนี้ (Debt Product) , ตราสารทุน (Equity Product) และตราสารอนุพันธ์ (Derivative Product) โดยเจ้าหน้าที่การตลาดทั้งสามประเภทนี้ต้องมีความรู้เกี่ยวกับ กฎระเบียบข้อบังคับของตราสารแต่ละประเภท แต่ที่พิเศษคือในส่วนของ เจ้าหน้าที่การตลาดตราสารอนุพันธ์นั้นต้องรู้เรื่องตราสารหนี้และตราสารทุนด้วย

CIAR หรือ Certified Investment Advisor Representative คือผู้ให้คำแนะนำการลงทุนในหลักทรัพย์ ซึ่งจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ในตราสาร ทุกประเภท (หนี้, ทุน และอนุพันธ์) รวมทั้งมีความรู้ในกองทุนทุกประเภท และที่เพิ่มมากกว่าใบอนุญาตอื่นคือ ต้องมีความรู้ด้านการวางแผนทางการเงิน การ ประยุกต์ใช้ทฤษฎีทางการเงินและการบริหารพอร์ตการลงทุน ส่วนที่ขาดไม่ได้ ก็คือ ความรู้ในกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องและจรรยาบรรณวิชาชีพ บางครั้งใบอนุญาตนี้ ก็เรียกสั้นๆว่า IA หรือ Investment Advisor ใบอนุญาตนี้ ต้องต่ออายุทุก สองปีและต้องผ่านการอบรมความรู้ใหม่ทุกครั้ง (refresher courses)

IA แท้ๆ คล้ายพวกนักวิเคราะห์มากกว่า แต่เป็นผู้ที่สามารถชี้ให้เห็นมูลค่า หรือ value ของหลักทรัพย์ได้ลงเรื่องตัวโปรดักส์ ไม่ใช่เรื่อง process ขณะที่นักวางแผนทางการเงินนั้นจะลงเรื่อง กระบวนการการลงทุนมากกว่า แต่ IA นั้นคล้าย CFA

CFA หรือ Certified Financial Analyst หมายถึงนักวิเคราะห์การเงิน ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการบริหารพอร์ตลงทุน และเป็นนักวิเคราะห์สำหรับดูแลลูกค้า ที่เป็นนักลงทุนสถาบัน เช่น ธนาคารหรือกองทุนรวม มี CFA บางรายทำหน้าที่ บริหารพอร์ตการลงทุนของครอบครัวผู้มั่งคั่งซึ่งต้องการการลงทุนที่ซับซ้อนกว่า นักลงทุนทั่วไป การสอบให้ได้ใบอนุญาตประเภทนี้ถือเป็นเรื่องที่ยากมาก ผู้เข้าสอบ ต้องมีความรู้ด้านบัญชีการเงิน การวิเคราะห์ตราสารหนี้ ตราสารทุน และการ บริหารพอร์ตการลงทุน นอกจากนี้ต้องเป็นผู้มีประสบการณ์ในอาชีพด้านการ ลงทุนมาอย่างน้อยสามปี การสอบ CFA แบ่งออกเป็น 3 levels เมื่อสอบ level 1 ได้แล้วจะเริ่มต้นนับเป็นปีที่ 1 ซึ่งผู้เข้าสอบต้องผ่าน ทั้ง 3 levels ภายในเวลาเจ็ดปี หากครบกำหนดแล้วยังสอบไม่ได้ก็ต้องกลับไป เริ่มต้นที่ level 1 ใหม่

นอกจากใบอนุญาตที่ปรึกษาประเภทต่างๆที่กล่าวมาแล้ว ยังมีใบอนุญาตที่ น่าทำความรู้จัก เพราะเป็นใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับการเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และการลงทุนไม่มากก็น้อย

โบรกเกอร์ (Broker) หมายถึงนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ทำหน้าที่ซื้อขาย หลักทรัพย์ หรือหุ้นตามคำสั่งของลูกค้า บทบาทนี้แตกต่างจากการเป็นที่ปรึกษา ทางการเงินและการลงทุน โบรกเกอร์ต้องมีใบอนุญาตด้วยโดยผ่านหลักสูตรการอบรมและการสอบของ TSI โบรกเกอร์สามารถสอบขอใบอนุญาตการเป็น ที่ปรึกษาการลงทุนได้ด้วย

CPA หรือ Certified Public Account คือผู้ตรวจสอบบัญชีนั่นเอง CPA ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องภาษีสามารถช่วยลูกค้าวางแผนภาษีและเตรียม ชำระภาษีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนได้ แต่ผู้สอบบัญชีส่วนมากมักสนใจ ทำแต่เรื่องการตรวจสอบและการจัดทำบัญชีเท่านั้น CPA ต้องสอบเพื่อให้ได้ ใบอนุญาตการเป็นผู้ตรวจสอบบัญชี

Insurance Agent/Broker คือ ตัวแทนนายหน้าขายประกัน ทำหน้าที่ ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการประกันภัย/ประกันชีวิต และการวางแผนเรื่องมรดก บางรายอาจให้คำแนะนำการวางแผนทางการเงินทั่วๆ ไปได้ด้วย ตัวแทนขาย ประกันต้องสังกัดบริษัทประกันเพียงแห่งเดียว ขณะที่นายหน้าอาจขายประกัน ให้บริษัทประกันหลายๆ แห่งได้พร้อมกัน ผู้ที่จะได้ใบอนุญาตต้องทำการสอบ ซึ่งเนื้อหาจะครอบคลุมเรื่องการประกันภัยประเภทต่างๆ ค่าสินไหมทดแทน จรรยาบรรณวิชาชีพ ผู้ออกใบอนุญาตคือกรมการประกันภัย