" หลังหย่า มาตรฐานการครองชีพของผู้หญิงจะลดลงราวร้อยละ 30 ขณะที่ฝ่ายชายเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 " ตัวเลขจากปี 2539 ที่ได้จาก การศึกษาวิจัยของสภาวิจัยทางสังคมศาสตร์ (Social Science Research Council) แห่งมหานครนิวยอร์ค
ค่าเฉลี่ยนี้เกิดขึ้นในช่วงปีแรกหลังหย่า ซึ่งทำให้เห็นว่า การหย่ามิได้ก่อให้เกิด รอยแผลในใจของคู่สมรสที่เปลี่ยนสถานภาพมาเป็นคู่หย่า (ตามภาษากฎหมาย) และลูกๆ ซึ่งต้องใช้เวลายาวนานในการเยียวยารักษาเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบ กับคุณภาพชีวิตของคู่หย่าในเชิงเศรษฐกิจและสังคมอีกด้วย
เพื่อมิให้เสียประโยชน์และสิทธิที่พึงมีพึงได้เพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อันเป็นการ ย้ำซ้ำแผลเก่าให้ลึกและกว้างขึ้นอีก เรามีข้อควรรู้ที่เกี่ยวกับเรื่องหย่ามาฝาก
ไม่ได้แช่ง... ไม่ได้มองโลกในแง่ร้าย แต่เป็นการเตรียมการตามประสาคนรอบคอบ ต่างหาก
อารมณ์...เรื่องอันตราย
อย่าใช้อารมณ์ โอวาท (คำแนะนำ) ที่ผู้หลักผู้ใหญ่ให้ไว้ในวันวิวาห์ โดยยืนยัน และย้ำอย่างหนักแน่นว่า คือกลเม็ดเคล็ดลับอันสำคัญที่จะทำให้มีชีวิตสมรสที่ยั่งยืน ยาวนาน จนถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร
ไม่ใช่อารมณ์ หากแต่มีเหตุและผลมากมายที่ทำให้คู่สมรสหลายคู่ไม่สามารถ ใช้ชีวิตร่วมกันไปจนตลอดชีวิตได้ และเมื่อมาถึงทางแยกของชีวิตที่จำต้องเลือกเดิน กันคนละทิศ ผู้มีประสบการณ์ตรงที่เปลี่ยนสถานภาพจากคู่สมรสมาเป็นคู่หย่า ยืนยันว่าโอวาทในวันวิวาห์ที่ว่า อย่าใช้อารมณ์ ยังใช้ได้ และต้องใช้ด้วย เพราะการตัดสินใจด้วยอารมณ์อาจทำให้เสียเปรียบได้
และเมื่อพูดถึงประเด็นนี้หลายคนคงนึกถึง ประโยคเด็ดของเศรษฐีนีม่าย อีวาน่า ทรัมพ์ ที่ว่า Don't get mad, get everything (ขอละไว้ในฐานะที่เข้าใจเพราะแปลเป็นไทยยังไงก็ไม่เร้าใจเหมือนต้นฉบับ)
มิหวัง (มาก) อยากได้ทุกอย่าง (อย่างอีวาน่า) แต่การหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาด เหล่านี้ น่าจะช่วยให้คู่หย่ารอดจากการล้มละลายกลายเป็นยาจก และมีทุนรอนพอ ที่จะเริ่มต้นชีวิต (ใหม่) หลังหย่าได้อย่างมีความสุขตามอัตภาพ
อย่าปล่อยให้กระบวนการหย่าตกอยู่ใต้การควบคุมของคนอื่น
ซึ่งในที่นี้มักจะเป็นทนายความ คุณควรจำกัดบทบาทหน้าที่ของทนายความ ให้ชัดเจน เตือนตัวเองไว้ว่าหน้าที่ของ (พวก) เขาคือพิทักษ์สิทธิของคุณ อธิบายข้อ กฏหมายให้คุณเข้าใจว่าสิ่งที่คุณ (ต้องการ) เรียกร้องจากคู่หย่ามีความเป็นไปได้ ทางกฎหมายหรือไม่อย่างไร
จำไว้ว่าการหย่านี้เป็นเรื่องของคุณ ไม่ใช่เรื่องของทนายความ และคนที่รู้ดีที่สุด ว่าคุณต้องการอะไร คือตัวคุณ (นั่นแหละ)
ดังนั้น อย่าให้ทนายความเข้ามาก้าวก่าย ทำตัวเป็นที่ปรึกษาใหญ่ บอกว่าคุณ ต้องการอะไร ทนายของคุณมีหน้าที่ให้คำปรึกษา (อธิบาย) ให้คุณเข้าใจว่าพฤติกรรม หรือข้อเรียกร้องของคุณจะมีผลทางกฎหมายอย่างไร เพราะเหตุใดเท่านั้น
เตรียมเอกสารหลักฐานสำคัญ
สิ่งแรกที่ควรทำเมื่อคิดจะหย่า คือรวบรวมรายการทรัพย์สินทั้งหมด ทั้งที่เป็น สินส่วนตัวและสินสมรส ไม่ว่าจะเป็นเงินฝาก เงินลงทุนทุกรูปแบบ ที่ดิน อาคาร รถยนต์ แม้แต่รายการสะสมไมล์ต่างๆ ควรมีสำเนาหลักฐานให้ครบถ้วน ก่อนเริ่ม การเจรจาใดๆ ก็ตามเกี่ยวกับการแบ่งสินทรัพย์
แยกให้ออกว่าเรื่องใดควรทำเอง
อย่างแรกที่คิดถึงเมื่อตัดสินใจจะหย่า คือหาทนายความ แล้วยกหน้าที่ในการ รวบรวมข้อมูล หาเอกสารเกี่ยวกับทรัพย์สินทั้งหมดของคุณและคู่หย่า แต่การทำ เช่นนี้จะทำให้คุณเสียค่าใช้จ่าย (ให้ทนาย) มากเกินจำเป็น แถมยังทำเรื่องง่าย ให้กลายเป็นเรื่องยากอีกด้วย เพราะคนนอกอย่างทนายความจะรู้เรื่องสินทรัพย์ ของคุณดีกว่าคุณได้อย่างไร
แต่มีกรณียกเว้นอยู่เหมือนกัน หากคู่สมรสของคุณมาจากตระกูลซุกจัง อย่าง ผู้นำบางประเทศ
เชื่อมั่นในตัวเอง
เป็นธรรมดาที่เพื่อนสนิทหรือคนในครอบครัวจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตของ คุณยามที่คุณเผชิญหน้ากับวิกฤตชีวิตสมรส บ้างมาในฐานะผู้ไกล่เกลี่ย บ้างมา ช่วยปลอบใจ แต่มีหลายคน อิน กับสถานการณ์ (ของคุณ) จนเผลอตั้งตนเป็น ฝ่ายแค้นแทน และความหวังดี (?) ของคนใกล้ชิดในอันที่จะรักษาประโยชน์ให้กับ คุณนี่แหละ ที่จะทำให้เรื่องหย่าของคุณซับซ้อนสับสนมากขึ้น
เพราะฉะนั้นจงระลึกไว้ว่า คุณเป็นคน (ต้อง) หย่า ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าคุณ ดังนั้น อย่าให้ผู้หวังดีท่านใด (เพื่อนและญาติ) มาบอก (บงการ) ว่าคุณควรได้ หรือควร ทำอะไร
ใจดีเกินไป
บ่อยครั้งที่การหย่าเป็นความต้องการของคู่หย่าเพียงฝ่ายเดียว และด้วยความ คิดกับความเชื่อ (ผิดๆ) ว่าหากทำตัวเป็นพ่อพระ (แม่พระ) ยอมตามข้อเรียกร้อง ของคู่หย่า ทั้งที่รู้ว่าข้อเรียกร้องนั้นไม่เป็นธรรม (เอาเสียเลย) ด้วยหวังจะชนะใจและเหนี่ยวรั้งคู่หย่า (ที่อยากหย่าใจจะขาด) ไว้ด้วยความดีและการเสียสละของคุณ แต่ผู้มากด้วยประสบการณ์ฟันธงด้วยความมั่นใจ อย่างที่สุดว่า อย่าหวัง
สิ่งควรคิด... เมื่อคิดจะหย่า
ทราบข้อผิดพลาดที่ควรเลี่ยงกันแล้ว ทีนี้มาถึงการเตรียมตัวทางการเงินก่อน หย่ากัน
สร้างเครดิตทางการเงินในชื่อของตัวเอง
กรณีที่บัญชีรวม (ว่าที่อดีต) ภรรยา หลายคนสร้างปัญหาทางการเงินด้วยหมาย จะแก้แค้น (ว่าที่อดีต) สามีด้วยการโอนเงินครึ่งหนึ่งจากบัญชีรวมไปใส่ไว้ในบัญชี ส่วนตัว แต่อย่าทำแบบนี้เพราะจะเสียดอกเบี้ยจากสินสมรสในส่วนนี้ไปโดยเปล่า ประโยชน์และเมื่อคดีสิ้นสุด ศาลอาจสั่งให้คุณคืนเงินที่ถอนไป พร้อมดอกเบี้ยส่วน ที่เสียไปในช่วงที่ดำเนินคดีด้วยก็ได้
สำหรับคุณผู้หญิง ที่ควรทำในช่วงนี้ คือเปิดบัญชีธนาคารในชื่อของคุณเอง และขอบัตรเครดิตในนามของคุณแทนที่จะใช้บัตรเสริมของ (ว่าที่อดีต) สามี และอีกเรื่อง ที่คู่หย่าต้องรู้คือ ว่าที่อดีตไม่ว่าจะเป็นฝ่ายสามีหรือภรรยา (แอบ) นำบัญชีร่วมนี้ไป ค้ำประกันหนี้ใดไว้หรือเปล่า
แบ่งอย่างเป็นธรรม
การหย่าไม่ว่าจะเป็นการหย่าด้วยความยินยอม (ของทั้งสองฝ่าย) หรือหย่าโดย คำพิพากษาของศาล เรื่องหลักที่ต้องเจรจาต่อรองคือทรัพย์สิน ซึ่งตามกฎหมายแล้ว ทรัพย์สินที่คู่กรณีต้องนำมาแบ่งกันคนละครึ่งคือ ส่วนที่เป็นสินสมรส หมายถึงทรัพย์สิน ที่คู่สมรสได้มาระหว่างการสมรส ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใด ได้มาโดยพินัยกรรม หรือการให้โดยเจ้าของมรดกในระหว่างการสมรส หรือผู้ให้ระบุให้เป็นสินสมรสและ ทรัพย์สินที่เป็นดอกผลจากสินส่วนตัว เช่น รายได้จากค่าเช่าบ้านที่เป็นเจ้าของกรรม สิทธิ์ก่อนจดทะเบียนสมรส ดอกเบี้ยเงินฝากจากบัญชีส่วนตัวที่มีอยู่ก่อนที่จะจด ทะเบียนสมรส
การแยกได้ว่าทรัพย์สินส่วนใดเป็นสินสมรส ทรัพย์สินส่วนใดเป็นสินส่วนตัว ก็เพื่อรักษาสิทธิในส่วนที่เป็นสินส่วนตัวที่เป็นเจ้าของกันมาแต่แรกนั่นเอง
ในกรณีนี้ สินสมรสที่คู่สมรส (ในตอนนั้น) จำหน่ายไปเพื่อประโยชน์ของตน ฝ่ายเดียว หรือจำหน่ายไปเพื่อให้คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง เสียหายหรือจำหน่ายไปโดย ไม่ได้รับคำยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งที่กฎหมาย บังคับว่าต้องได้รับคำยินยอม หรือจงใจทำลายให้สูญหาย ให้ถือว่าสินสมรสนั้น ยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่ง หาก คู่หย่า (ในตอนนี้) ได้รับไม่ครบตามจำนวน ฝ่ายที่จำหน่ายหรือจงใจทำลายต้องชดใช้ จากสินสมรส ในส่วนของตนหรือจากสินส่วนตัว
นอกจากจะแบ่งสินสมรสกันแล้ว ยังต้องแบ่งหนี้กันด้วย หนี้จำนอง หนี้บัตร เครดิต หนี้ผ่อนรถ ต้องแบ่งให้ชัดเจน ซึ่งในการเจรจาแบ่งทรัพย์สิน คู่หย่าสามารถ ตกลงชำระหนี้กันก่อนหรือแลกทรัพย์สินบางรายการกับหนี้ หรือแบ่งภาระหนี้กันได้
ผลประโยชน์แฝง
มีผลประโยชน์บางอย่างที่ไม่ได้เกิดขึ้น (ทันที) ในช่วงหย่า ตัวอย่างเช่น ผลประโยชน์ หลังเกษียณ หรือสิทธิในการซื้อหุ้นของบริษัท (Stock Options) รวมทั้งผลตอบแทน จากกรมธรรม์ประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประกันสุขภาพ ประกันชีวิตและประกัน ทุพพลภาพ ซึ่งอาจคุ้มครองรวมไปถึงลูกๆ ของคุณ (กับเขาหรือเธอ) ด้วยและหากคุณ ซื้อประกันเหล่านี้ อย่าลืมคิดถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นด้วย เว้นแต่คุณจะได้สวัสดิการ จากนายจ้าง
เงินลงทุน
อย่าดูเพียงวงเงินลงทุน แต่ควรดูประเภทการลงทุนด้วย เพราะหากไม่รอบ- คอบ ที่ได้อาจเป็นหุ้นที่ยากจะขาย (ชาวบ้านเรียกว่าขายไม่ออก) มีภาระภาษีสูงหรือ เป็นหน่วยลงทุนในกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือเสียค่าใช้จ่ายสูง ขณะที่คู่หย่า ได้แต่หุ้นดีๆ ไป
การพิจารณาเรื่องนี้ต้องมีวิสัยทัศน์หน่อย เพราะต้องไม่ลืม (อย่างเด็ดขาด) ว่าคุณยังต้องพบกับความเปลี่ยนแปลงอีกหลายประการหลังหย่า ฉะนั้นจึงควรเลือก การลงทุนที่เหมาะสมกับอนาคตเอาไว้ก่อน
ค่าทดแทน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร...สามเรื่องเงินที่ชวนปวดหัวของคู่หย่า
การแบ่งสินสมรส (อย่างเป็นธรรม) ไม่ใช่ภาระทางการเงินประการเดียว ที่เกิดขึ้นจากการหย่า หากแต่ยังมีรายจ่ายที่อาจกลายเป็นคดีความยืดเยื้อยาวนาน สร้างความบาดหมางให้คู่หย่าหลายคู่ได้ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการเงินที่อาจเกิดขึ้น มาทำความเข้าใจในเรื่องนี้กันไว้ก่อนคงจะดี
ค่าทดแทน
การฟ้องหย่าประเด็นยอดนิยมคือ หย่าเพราะมีชู้ ซึ่งในกรณีนี้ว่าที่อดีตทั้งสองฝ่ายสามารถฟ้องเรียกค่าทดแทนจากคู่หย่าและชายหรือหญิงที่เป็นชู้ได้ แต่การเรียกค่าทดแทนนี้จะทำได้ก็ต่อเมื่อศาลพิพากษาให้หย่าเพราะภรรยามีชู้ หากสามีไม่ประสงค์จะหย่าจากภรรยา ก็สามารถเรียกค่าทดแทนจากชายชู้ได้ ในฐานะล่วงเกินภรรยาในทำนองชู้สาว แต่จะเรียกค่าทดแทนจากภรรยามิได้
ส่วนภรรยาจะเรียกค่าทดแทนจากสามีและหญิงอื่น ด้วยเหตุสามีเลี้ยงดู อุปการะหญิงอื่นฉันภรรยาได้ต่อเมื่อศาลพิพากษาให้หย่ากันก่อน หากไม่ฟ้องหย่า จะเรียกค่าทดแทดได้จากหญิงอื่นที่แสดงตนอย่างเปิดเผยว่ามีสัมพันธ์กับสามีในเชิง ชู้สาวเท่านั้น
แต่ในทั้งสองกรณีจะเรียกค่าทดแทนจากชายชู้และหญิงที่เข้ามามีสัมพันธ์กับ สามีได้ ก็ต่อเมื่อพิสูจน์ได้ว่าชายชู้หรือชายที่ล่วงเกินภรรยา ทราบว่าหญิงนั้นมีสามี แล้ว และหญิงที่เข้ามามีสัมพันธ์กับสามีทำนองชู้สาวทราบว่าชายนั้นมีภรรยาแล้ว
นอกจากนี้ ยังเรียกค่าทดแทนจากคู่หย่าได้ในอีกหลายกรณี เช่น ทำร้าย ร่างกาย ดูหมิ่นเหยียดหยามบิดามารดาของคู่หย่าอย่างร้ายแรง จงใจทิ้งร้างไปเกิน หนึ่งปี ไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูตามสมควร หรือทำการเป็นปฎิปักษ์ ต่อการเป็นสามีภรรยา หากคู่หย่ากระทำการเหล่านี้ หรือจงใจทำเพื่อให้อีกฝ่าย ฟ้องหย่า คุณสามารถฟ้องเรียกค่าทดแทนได้
ส่วนจำนวนค่าทดแทน ศาลจะวินิจฉัยตามสมควรแต่พฤติการณ์ โดยจะคำนึง ถึงจำนวนทรัพย์สินที่คู่หย่าได้จากการแบ่งสินสมรสจากการหย่าด้วย
ค่าเลี้ยงชีพ
เพราะการสมรสก่อให้เกิดสิทธิหน้าที่ความรับผิดชอบและสถานภาพทางสังคม คู่สมรสต่างหมดโอกาสคัดเลือกชายหรือหญิงอื่นมาเป็นคู่ชีวิต เมื่อการสมรสแตก สลายโดยการหย่า จึงสมควรให้คู่หย่าฝ่ายหนึ่งต้องอุปการะเลี้ยงดู คู่หย่าอีกฝ่าย จนกว่าจะสมรสใหม่ ค่าอุปการะเลี้ยงดูนี้เรียกว่า ค่าเลี้ยงชีพ (Alimony)
ค่าเลี้ยงชีพนี้จะหมดไปเมื่อสมรสใหม่(ม่ายสาวที่ได้รับค่าเลี้ยงชีพจากสามีเก่า จึงไม่นิยมจดทะเบียนสมรสกับผู้ชายคนใหม่ เพื่อรักษาสิทธิค่าเลี้ยงชีพเอาไว้) และโดยคำสั่งเพิกถอนของศาล โดยคู่หย่าที่ต้องจ่ายค่าเลี้ยงชีพยื่นคำร้อง และแสดง หลักฐานให้เห็นได้ว่า ฐานะของคู่หย่าเปลี่ยนไปจากเดิม นอกจากนี้สิทธินี้เป็นสิทธิ เฉพาะตัวของผู้ทรงสิทธิ สละหรือโอนไม่ได้ และหากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเสียชีวิตไป สิทธิและหน้าที่นี้เป็นอันสิ้นสุด ไม่ตกทอดไปยังทายาท และที่สำคัญคือค่าเลี้ยง ชีพนี้ไม่อยู่ในข่ายแห่งการบังคับคดี ทำให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของคู่หย่าที่มีสิทธิ รับค่าเลี้ยงชีพ ไม่อาจยึดหรืออายัดเงินเพื่อนำมาชำระหนี้ได้
แต่การเรียกร้องสิทธิค่าเลี้ยงชีพนี้ จะทำได้ก็ต่อเมื่อพิสูจน์ได้ว่าการหย่าเป็น ความผิดของคู่หย่าเพียงฝ่ายเดียว หากเป็นความผิดของทั้งสองฝ่ายจะเรียกร้อง ไม่ได้ ตัวอย่างเช่น (ว่าที่อดีต) ภรรยาเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพจาก (ว่าที่อดีต) สามี ได้ หากมีภรรยาน้อย แต่หากสืบข้อเท็จจริงได้ว่า (ว่าที่อดีต) สามีมีภรรยาน้อยหลังจากที่ (ว่าที่อดีต) ภรรยาทิ้งร้างไปนานกว่าหนึ่งปี แบบนี้ (ว่าที่อดีต) ภรรยา จะเรียกร้องค่าทดแทนไม่ได้เพราะมีความผิดด้วยเหมือนกัน
คู่หย่าสามารถเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพได้ หากการหย่าทำให้จนลง เพราะไม่มี รายได้จากทรัพย์สินหรืองานที่เคยทำก่อนการสมรส ซึ่งต้องมีหลักฐานทำให้ศาล เชื่อได้ว่าการหย่าจะทำให้ยากจน (ลง)
แต่อย่าเพิ่งคิดว่าจะมีสิทธิเป็น อีวาน่า ทรัมพ์ เพราะเรื่องนี้มีข้อแม้ถึงสอง ประการคือ หากฐานะทางเศรษฐกิจของคุณ (คู่หย่า) ที่เป็นฝ่ายเรียกค่าเลี้ยงชีพ มิได้ เปลี่ยนแปลงไปในทางต่ำลง คุณไม่สามารถเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพได้ และที่สำคัญ อีกประการคือศาลจะพิจารณาความสามารถของผู้ให้และผู้รับเป็นสำคัญ หากคู่หย่า ของคุณมิได้ร่ำรวยขนาด โดนัลด์ ทรัพม์ ที่หวังจะเป็นเศรษฐี (นี) มีเงินเป็นล้านคงยาก
อีกเรื่องที่ลืมไม่ได้คือ หากจะเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพจากคู่หย่า จะต้องทำกันในช่วง ฟ้องหรือฟ้องแย้งในคดีฟ้องหย่า จะมาเรียกร้องกันทีหลังไม่ได้เพราะสิทธินี้มีเวลา หมดอายุ โดยกำหนดอายุอยู่ในช่วงคดีฟ้องหย่าเท่านั้น ส่วนกรณีหย่าโดยความ ยินยอม (ของทั้งสองฝ่าย) หากไม่ตกลงเรื่องค่าเลี้ยงชีพนี้เอาไว้ คุณจะมาเรียกร้อง ภายหลังไม่ได้เหมือนกัน
ยังมีอีกเรื่องที่ต้องรู้คือ คู่หย่าสามารถร้องขอให้ศาลแก้ไขค่าเลี้ยงชีพ โดยเพิก ถอน ปรับเพิ่มหรือลดได้ หากรายได้หรือฐานะของคู่หย่าเปลี่ยนไป แต่ถ้าคุณรับเงิน ค่าเลี้ยงชีพมาเป็นเงินก้อน คุณไม่สามารถร้องให้ศาลเปลี่ยนแปลงปรับเพิ่มค่าเลี้ยง ชีพได้อีก
สิทธิการดูแลบุตร
นี่เป็นอีกเรื่องที่ทำให้เกิดภาวะกระอักกระอ่วน ปวดใจ ทำร้ายความรู้สึกกัน อย่างหนักหนาสาหัส เมื่อต้องฟ้องหย่าตามกฎหมายทั้งพ่อและแม่มีสิทธิใช้ อำนาจปกครองบุตรร่วมกัน (ภาษากฎหมาย) ดังนั้นเมื่อตัดใจหย่าจงคิดถึงข้อนี้ด้วย ถ้าตกลงกัน (ดีๆ) ไม่ได้ก็คงต้องพึ่งอำนาจศาล ให้กำหนดว่าอำนาจการปกครองควร จะอยู่กับใคร ซึ่งศาลจะพิจารณาความสุขและประโยชน์ของเด็ก (บุตร) เป็นสำคัญ
ส่วนเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรนั้น ศาลพิจารณาตามความเหมาะสม เพราะบิดามารดามีหน้าที่ร่วมกันอุปการะลูกของตนอยู่แล้ว ศาลอาจให้คู่กรณีฝ่ายใดรับ ผิดชอบจ่ายใช้จ่ายก็ได้ โดยพิจารณาจากความสามารถของผู้ให้และฐานะของผู้รับ เพราะบางครอบครัว ลูกอาจได้รับมรดกจากปู่ย่าตายาย มีรายได้มากกว่าทั้งพ่อและแม่ กรณีนี้ ศาลอาจยกประโยชน์ให้พ่อที่จนกรอบไม่ต้องส่งเงินในส่วนนี้ก็ได้
และหากทำสัญญากันแล้ว ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดผิดสัญญาไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร อีกฝ่ายมีสิทธิฟ้องเรียกให้จ่ายเงินที่ค้างชำระได้ แต่หากคดีมีทุนไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท จะอุทธรณ์ไม่ได้อีกอย่างที่ควรทราบคือเงินอุปการะเลี้ยงดูบุตรนี้ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้
เงื่อนเวลา... ข้อที่ควรระวัง
ที่คู่หย่าไม่ควรมองข้ามอีกเรื่องคือ ผลกระทบที่มีต่อทรัพย์สินอันเนื่องมาจาก เงื่อนไขเวลาการหย่า การหย่าโดยความยินยอมของคู่หย่ามีผลตั้งแต่เวลาจดทะเบียน หย่า แม้จะทำหนังสือหย่ากันแล้ว แต่ยังไม่ได้ไปจดทะเบียนหย่า ไม่ถือว่าการหย่า สมบูรณ์ ทรัพย์สินที่เกิดในช่วงเวลาก่อนจดทะเบียนหย่ายังถือเป็นสินสมรส ดังเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้
หลังจากใช้ชีวิตร่วมกันในฐานะสามีภรรยามาได้สิบปี คุณเพิ่มโชคและคุณหวัง ลาภ ต่างมีอาการพลันคิดได้ว่าทั้งคู่สิ้นวาสนาที่จะครองคู่ จึงตกลงปลงใจหย่าร้างกัน ซึ่งการหย่าด้วยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย คุณเพิ่มโชคผู้สามีและคุณหวังลาภ ผู้ภรรยาเพิ่งจะรู้ว่ามิอาจทำกันง่าย ๆ ดังที่เห็นในละครหลังข่าวโดยนัดกันไปหย่า ที่อำเภอได้ทันที หากแต่ตามกฎหมายจะต้องมีการทำหนังสือสัญญาหย่าโดยมี พยานรับรองสองคนเสียก่อน แล้วจึงนำหนังสือหย่านี้ไปขอจดทะเบียนหย่าต่อ นายทะเบียนที่อำเภอ เพื่อให้การหย่าสมบูรณ์ ในเวลา 9.00 น. ของวันที่ 30 มกราคม 2546 คุณเพิ่มโชค และคุณหวังลาภ ปฏิบัติตามขั้นตอนโดยทำหนังสือหย่าโดยมีพยานสองคนก่อน แต่เนื่องจากคุณเพิ่มโชคติดธุระด่วนจึงนัดให้คุณหวังลาภไปเจอกันที่อำเภอเพื่อจด ทะเบียนหย่าในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2546 แต่ปรากฎว่าในวันที่ 31 มกราคม 2546 คุณเพิ่มโชคมีโชคดังชื่อเพราะถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 ทำให้คุณหวังลาภได้ ลาภ สมหวังดังชื่อด้วยเหมือนกัน เพราะเงินรางวัลที่คุณเพิ่มโชคถูกล็อตเตอรี่มานี้ ถือเป็นสินสมรส ต้องแบ่งให้คุณหวังลาภด้วย เนื่องจากทั้งคู่ยังมิได้จดทะเบียนหย่า
นอกจากนี้ หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเสียชีวิตก่อนจดทะเบียนหย่า อีกฝ่ายหนึ่งยังคงมีสิทธิได้รับมรดกในฐานะคู่สมรสได้
ส่วนการหย่าโดยคำพิพากษาของศาลมีผลบังคับตั้งแต่คำพิพากษาถึงที่สุด แต่ในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สิน คำพิพากษามีผลย้อนหลังไปถึงวันฟ้องหย่า คือแบ่ง ทรัพย์สินตามที่มีอยู่ในวันฟ้องหย่า และทรัพย์ที่เกิดขึ้นในช่วงการฟ้องร้องสามารถ ฟ้องขอแบ่งได้ในภายหลัง
วางแผนการเงินหลังหย่า
เพราะมีวิถีชีวิตหลังหย่าต้องแปรเปลี่ยนไป (อย่างแน่นอน) ที่ควรทำอีกอย่าง คือ ทบทวนเป้าหมายทางการเงินของคุณ ซึ่งเริ่มต้นได้ด้วยการถามตัวเองดังนี้
- เปรียบเทียบกับคู่กรณีรายได้ในอนาคตของคุณเป็นอย่างไร
- คุณมีเงินสะสมไว้ใช้หลังเกษียณบ้างหรือเปล่า
- การลงทุนของคุณช่วยให้คุณบรรลุจุดมุ่งหมายทางการเงิน และมีความเสี่ยงในระดับที่รับได้หรือไม่
เพื่อให้ได้ประโยชน์จากคำถามนี้จริงๆ คุณอาจของคำปรึกษาจากที่ปรึกษาการ ลงทุน (ขอแนะให้อ่านบทความว่าด้วยเรื่อง การว่าจ้างที่ปรึกษาทางการเงิน ก่อน)
และหลังจากผ่านขั้นตอนทางกฎหมาย ที่นำมาซึ่งความเจ็บปวดในหัวใจกันไป แล้ว ก็ถึงเวลาที่จะต้องจัดระเบียบการเงินกันใหม่ให้แจ๋วกว่าเก่ากันเสียที ที่ควรทำ ก็อย่างเช่น เปลี่ยนชื่อผู้รับประโยชน์ในพินัยกรรมหรือกรมธรรม์ประกันภัยทั้งหลาย และจัดระเบียบการเงินใหม่ ทำงบการเงินให้ชัดเจน ทำรายการค่าใช้จ่ายประจำ เดือน อย่างค่าเช่าบ้าน ค่าผ่อนรถ ชำระหนี้บัตรเครดิต ฯลฯ ชั่งใจ (เสียที) ระหว่าง สิ่งจำเป็น (จริงๆ) กับสิ่งที่เป็นเพียงความต้องการ คุณจะได้ลำดับความสำคัญและกำลังเงินของคุณได้ และตัดสินใจได้ว่าควรใช้ควรจ่ายแค่ไหน อย่างไร
หากบังเอิญมีทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดรายได้มา คุณน่าจะคิดถึงการวางแผนภาษี ด้วย เพราะปัจจุบันมีบริษัทที่ปรึกษาด้านภาษีหลายแห่งให้คำแนะนำได้ ไม่ใช่เพื่อ ให้เลี่ยงภาษีได้อย่างสุจริตเหมือนผู้นำในตระกูลซุกจังของบางประเทศ แต่เพื่อช่วย ให้คุณเสียภาษีได้อย่างประหยัดและถูกต้องต่างหาก
มูลค่าของเงิน (Time Value of Money)
อีกเรื่องที่ต้องเตือน แต่คงเฉพาะในรายที่ร่ำรวยอย่างสุจริตหลังลงนามในหนังสือ หย่า อย่าใจร้อน วู่วาม จับจ่ายใช้สอยประหนึ่งม่ายเศรษฐีทันที จะดีกว่าหากจะหยุด สักนิด... คิดคำนวณดูว่าที่ได้เพิ่มขึ้นมานั้น มากกว่าอัตราเงินเฟ้อหรือเปล่า
หากจะคำนวณตัวเลขนี้ ที่คุณต้องเข้าใจคือมูลค่าของเงิน หรือ Time Value of Money ซึ่งหมายถึงว่าเวลามีผลต่อมูลค่าของเงิน
สมมติว่า เพื่อนสองคนของคุณมีข้อเสนอที่แตกต่างกัน คนแรกบอกว่าจะให้ ทันที 100 บาท อีกคนก็มีเงิน 100 บาทให้เหมือนกัน แต่คุณต้องรออีกสามปี หลายคนคงรับข้อเสนอของเพื่อนคนแรก
ทีนี้ เพื่อนคนแรกที่ให้เงิน 100 บาททันที เพิ่มเงื่อนไขขึ้นอีกนิด คือ จะรับ 100 วันนี้ หรือจะรอรับเป็น 200 บาท ในอีกสามปีข้างหน้า (นี่คือตัวเลขสมมติ เพื่อเรียกร้องความสนใจเท่านั้น) แบบนี้คงต้องคิดก่อนตัดสินใจกันหน่อย
บางคนอาจจะคำนวณด้วยหลักการว่า ด้วย 100 บาทตามข้อเสนอ ตนเอง มีหนทางลงุทนเพื่อเพิ่มค่าของเงินได้มากกว่า 200 บาท ในอีกสามปีข้างหน้าหรือไม่ ถ้ามี ก็รับเงินเอาไว้เลย แต่สำหรับบางคนมองแล้วว่าการรับเงินสดมาแล้วนำไป ฝากธนาคารที่อัตราดอกเบี้ยลดต่ำลงทุกวันทุกวันอย่างนี้ ขอรอรับเป็น 200 บาท ในอีกสามปีน่าจะดีกว่า
แต่ที่น่าสนใจเพราะจะเป็นพื้นฐานในการคำนวณมูลค่าเงิน คือ เงินส่วนเพิ่ม มาจากไหน เพิ่มขึ้นได้อย่างไร
จะตอบคำถามนี้ได้คุณต้องรู้จักเทียบค่าเงินในปัจจุบันและอนาคต ใช้ มูลค่า เงินในปัจจุบัน (Present Value) เป็นต้นทุนในการคำนวณ โดยมี อัตราส่วนลด (Discount Rate) เป็นตัวแปร ซึ่งจะได้รับผลตอบแทนต่างกันออกไป ซึ่งในที่นี้ คำนวณในกรณีที่อัตราส่วนลดอยู่ที่ ร้อยละ 6
แบบแรก รับเงิน 10,000 บาท ตามมูลค่าในปัจจุบัน (วันนี้) เท่ากับ 10,000 บาท
แบบที่สอง รับเงิน 12,000 บาท ในอีก 5 ปีข้างหน้า มูลค่าของเงินปัจจุบันจะอยู่ที่ 8,967 บาท
แบบที่สาม รับเงินเดือนละ 200 บาทติดต่อกัน 5 ปี มูลค่าของเงินปัจจุบันจะเท่ากับ 10,345 บาท
มูลค่าเงินที่ต่างกันไปตามอัตราส่วนลดนี่แหละ ที่คุณควรนำมาพิจารณาเพื่อ รักษาสิทธิประโยชน์ของคุณในการเจรจาแบ่งสินทรัพย์
และทั้งหมดนี่คือเรื่องที่ควรรู้ไว้หาก (จำ) ต้องหย่า แต่หวังว่าสถานการณ์นี้ คงไม่เกิดกับคุณ
สถิติการสมรสและหย่าร้าง
สมรส หย่า
ปี  |
สมรส
หย่า |
กองทะเบียนครอบครัวกระทรวงมหาดไทย สำรวจพบว่าในช่วงสิบปีระหว่าง พ.ศ. 2528-2537 การจดทะเบียนสมรสและจดทะเบียนหย่าต่างเพิ่มขึ้นตามอัตราการเพิ่มของประชากร โดยมีการจดทะเบียนสมรส 4,151,635 คู่ จดทะเบียนหย่า 404,977 คู่ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10:1
ว่าด้วยการจดทะเบียนหย่า
ตามกฎหมายไทยแล้ว การหย่าปฏิบัติได้ 2 วิธีคือ
- การหย่าโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย กระทำได้ 2 วิธี คือการจดทะเบียนหย่าในสำนักทะเบียน และการจดทะเบียนหย่าต่างสำนักทะเบียน
- การหย่าโดยคำภิพากษาของศาลเอกสารที่ใช้เพื่อการจดทะเบียนหย่าคือ
- บัตรประจำตัวประชาชน
- ใบสำคัญสมรส
- หนังสือหย่าหรือหนังสือสัญญาหย่า
ขั้นตอนในการติดต่อขอจดทะเบียนหย่า
กรณีการจดทะเบียนหย่าในสำนักทะเบียน
- คู่หย่าตกลงเรื่องทรัพย์สิน การปกครองบุตร หรือเรื่องอื่นๆ (ถ้ามี) โดยทำเป็นหนังสือหย่า
- คู่หย่ายื่นคำร้องพร้อมหนังสือหย่าต่อนายทะเบียน
กรณีการจดทะเบียนหย่าต่างสำนักทะเบียน
- คู่หย่าตกลงเรื่องทรัพย์สิน การปกครองบุตร หรือเรื่องอื่นๆ (ถ้ามี) โดยทำเป็นหนังสือหย่า
- คู่หย่าตกลงกันก่อนว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ยื่นคำร้องก่อนหลัง และแต่ละฝ่ายจะยื่นคำร้อง ณ สำนักทะเบียนใด
- คู่หย่ายื่นคำร้องพร้อมหนังสือหย่าต่อนายทะเบียน ณ สำนักทะเบียนตามที่ได้ตกลงกัน
กรณีหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
- หากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คู่หย่าไม่ต้องจดทะเบียนหย่าอีก และหากให้คู่สมรสหย่าขาดจากกัน โดยมีเงื่อนไขให้ไปจดทะเบียนการหย่าต่อนายทะเบียน การสมรสจึงจะสิ้นสุด
|