
ยอมรับเถอะครับว่าเรา (ก็ทั้งคุณและผมนั่นแหละ) อยากรวย ไม่มีใครปฏิเสธ ความร่ำรวย แม้กระทั่งเศรษฐีที่มีเงินล้านก็ยังอยากที่จะมีเงินมากขึ้นเป็นสิบเป็น ร้อยล้าน
ความรวยไม่เพียงแต่จะทำให้เรามีเงินจับจ่ายซื้อสิ่งที่เราใฝ่ฝันเท่านั้น แต่ยังเป็นฐานอำนาจที่ทำให้ สามารถกำหนดให้ทุกสิ่งรอบตัวได้อย่างที่ต้องการ ในฐานะเจ้าของกิจการ (เจ้าของเงิน) เรามีสิทธิ ตัดสินใจ รับ-ไล่-เลื่อน-ลด ตำแหน่งลูกจ้างคนใดก็ได้ อีกทั้งยังสามารถ เปิด-ปิด-ย้ายสาขาบริษัท ได้อย่างที่เราปรารถนา
คนและสิ่งแวดล้อมต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับคนมีเงิน คุณเคยพลิกด้านหลังธนบัตรหนึ่งดอลล่าร์ดู กันบ้างไหมครับ ธนบัตรหนึ่งดอลล่าที่พิมพ์ขึ้นในสมัยประธานาธิบดีรูสเวลส์ (Roosevelt) ในปี 2478 ซึ่งเป็นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจครั้งสำคัญของสหรัฐฯ ภาพที่ปรากฏคือ ดวงตาขนาดใหญ่อยู่เหนือปิรามิดที่ ยังสร้างไม่เสร็จ
จากภาพนี้มีการตีความกันว่าในช่วงยุคมืดของเศรษฐกิจสหรัฐ ผู้นำประเทศถวิลหาภาพลักษณ์ จาก ยุคโบราณมาปลุกจิตสำนึกคนอเมริกันให้มีกำลังใจและร่วมแรงกันต่อสู้กับภาวะเศรษฐกิจที่กำลังถดถอย ว่ากันว่า ภาพปิรามิดคือตัวแทนที่ทำให้ชาวอเมริกันมั่นใจ ในรากฐานที่แข็งแกร่งและมั่นคง ของตน ส่วนยอดที่ยังสร้าง (กัน) ไม่เสร็จ คือเป้าหมายแห่งความฝันที่รอให้ชาวอเมริกันทุกคนช่วยกันสานต่อ หมายความว่าชาวอเมริกันทุกคนต้องร่วมแรงร่วมใจกัน เพราะทุกอย่างจะดีขึ้นได้ด้วยน้ำมือของ ทุกคนนั่นเอง
วันนี้คนไทยเราก็อยู่ในสภาพเดียวกับชาวอเมริกัน ในทศวรรษที่ 30 การแตกตัวของระบบเศรษฐกิจฟองสบู่ส่งผลกระทบกับฐานะการเงิน ในทุกระดับไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน รวมถึงปัจเจกชนอย่างเราๆ ดูจากมูลค่าหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดฯ ลดลงถึงเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ หลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540
เส้นทางทำเงินเพื่อความมั่งคั่งยิ่งแคบลง เมื่อการล่มสลายของ เศรษฐกิจในประเทศของเรา ทำให้ประเทศอื่นในกลุ่มโลกที่สาม หรือที่ ฟังรื่นหูขึ้นมาอีกนิด คือประเทศกำลังพัฒนาต้องสั่นคลอน ตามไปด้วย
คำถามที่เกิดขึ้นคือ เราจะสร้างทางสายใหม่ขึ้นมาแทนทางสายเก่า ที่ชำรุดทรุดโทรมได้หรือไม่ เพราะสำหรับคน (รวย) ยุคก่อน สินทรัพย์ ที่เป็นฐานในการต่อยอดสร้างฐานทางการเงินจนเข้าขั้นเศรษฐี มหาเศรษฐี คือทรัพย์สินที่จับต้องได้ เช่น ที่ดิน น้ำมัน ทองคำ ผู้ครอบครองย่อมมี โอกาสมากกว่าแต่เมื่อกระแสเวลาไหลไปข้างหน้า เส้นทางสู่ความมั่งคั่งย่อม เปลี่ยนตามไปด้วย เช่นกัน
วันนี้ปัจจัยหลักของความมั่งคั่ง สินทรัพย์ของคนรุ่นใหม่ คือ ความรู้ และตัวอย่างอันโดดเด่นของมหาเศรษฐีใหม่ที่ร่ำรวยได้ เพราะความรู้ คือ บิลล์ เกตส์ (Bill Gates)
คุณรู้หรือไม่ บิลล์ เกตส์ มหาเศรษฐีอันดับหนึ่ง ของโลกปัจจุบัน ไม่มีที่ดิน ไม่มีเหมืองทอง ไม่มีบ่อน้ำมัน และสินทรัพย์ วัตถุดิบ ที่เป็นฐาน การผลิตของ บิลล์ เกตส์ คือ ความรู้ ความเปลี่ยนแปลงนี้เองที่ทำให้ (อภิ) มหาเศรษฐีในปัจจุบันข่มกันด้วยอำนาจในการครอบครองความรู้ที่ กว้างไกลหรือรวดเร็วกว่า แทนที่จะข่มกันด้วย จำนวนโรงงานผลิตหรือ แหล่งทรัพยากรธรรมชาติ ที่เป็นเจ้าของ ทว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ ก็ทำให้เกิดความเข้าใจผิดอยู่บ่อยครั้ง เพราะการส่งข้อมูลข่าวสารที่ รวดเร็วขึ้น แต่ถูกลง ไม่ได้เป็นตัวเพิ่มค่าให้กับองค์ความรู้ที่มีอยู่และได้มา ข่าวสารที่ส่งผ่านไปมานี้ เปรียบได้กับวัตถุดิบที่นำไปใช้ในการผลิตเพื่อ สร้างสินค้าตัวใหม่เข้าสู่ตลาด หรือนำไปใช้เพิ่มศักยภาพในการบริหาร และให้บริการต่างหาก แล้วการควบคุมความรู้ที่มีอยู่ในมือคือ โครงสร้าง พื้นฐานสู่ความมั่งคั่งที่มั่นคงจริงหรือ? การจะตอบคำถามนี้ได้ เราต้อง เข้าใจหลักการที่แท้จริงในการสร้างความร่ำรวย ว่าอยู่ที่การนำความรู้ที่ได้ มาหรือที่มีอยู่มาสร้างยอดปิรามิดให้สำเร็จต่างหาก
(กรุณาอย่าลืมนะครับว่า ความสำเร็จนี้ส่งผลกระทบต่อ ความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจของประเทศด้วย)
คุณเคยพลิกด้านหลังธนบัตรหนึ่งดอลล่าร์ดูกันบ้างไหมครับ ธนบัตรหนึ่งดอลล่าร์ ที่พิมพ์ขึ้นในสมัยประธานาธิบดีรูสเวลส์ (Roosevelt) ในปี 2478 ซึ่งเป็นช่วง วิกฤตเศรษฐกิจครั้งสำคัญของสหรัฐฯภาพที่ปรากฏคือ ดวงตาขนาดใหญ่อยู่เหนือ ปิรามิดที่ยังสร้างไม่เสร็จ
ความมั่งคั่ง หรือ Wealth มิได้มีความหมายแคบๆ แค่มีเงินมาก เพราะมีรายได้มากหรือการใช้ชีวิตอย่างหรูหราสุขสบาย เป็นคนมีหน้า มีตาในสังคมเพราะมีเงินมากมายมหาศาล ภาพชีวิตแบบนี้คือภาพของ คนรวยที่เราปรารถนาแต่เราต้องไม่ลืมความจริงที่ว่า เศรษฐี ไม่ว่าจะเป็นระดับมหาเศรษฐีหรืออภิมหาเศรษฐี ถ้าไม่มีแผนการลงทุนที่เหมาะสม ไม่รู้จักสะสม เศรษฐีระดับไหนก็มีสิทธิเป็นเพียงคนเคยรวยได้ทั้งนั้น
ดังนั้น ขอย้ำอีกทีว่า ความร่ำรวย มีเงินทอง ไม่ใช่นิยามที่สมบูรณ์ของคำว่า Wealth
Wealth มีนัยที่ลึกซึ้งกว่า เพราะหมายถึงความมั่งคั่งอันจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเรามีแผนการจัดการการเงินที่ดีรู้จักลงทุน รู้จักเก็บออม และที่สำคัญที่สุดคือรู้จักที่จะสั่งสมทั้งเงินและความรู้หาใช่เพียงการได้มา และใช้ไปเท่านั้น
(มหา)เศรษฐี ตัวจริง
มรดก โชคลาภและความรู้ อาจเป็นบันไดขั้นแรกของเศรษฐี (ร่ำรวย) แต่การที่คนคนหนึ่งจะก้าวถึงระดับมหาเศรษฐีหรืออภิมหาเศรษฐีได้นั้น ย่อมต้องอาศัยความอดทน การทำงานหนัก มีแผนงานที่ดีและสำคัญ ที่สุดคือ มีวินัย
มหาเศรษฐี(ตัวจริง) จะมีคุณลักษณะและแบบ แผนการใช้ชีวิตที่คล้ายคลึงกันดังนี้
- วิถีชีวิตเรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อ
- บริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งดูแลตนเอง ทำงานและจัดการ ทรัพย์สิน
- เชื่อว่าการสร้างฐานะความมั่นคงทางการเงิน สำคัญกว่าความมีหน้ามีตาในสังคม
- สร้างตนขึ้นมาโดยไม่พึ่งพามรดกจากพ่อแม่
- สอนให้ลูก (วัยรุ่น) รู้คุณค่าของเงิน
- มองหาโอกาสจากตลาดที่เปิดกว้างตลอดเวลา
- มีอาชีพสุจริต
ส่วนการประเมินความรวยที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดนั้น คงต้องคำนวณ กันจากสินทรัพย์สุทธิที่ถือครองอยู่ หมายถึงทรัพย์สินทั้งหมด หักด้วย หนี้สินทั้งหมด
การรู้ฐานะของตนเองน่าจะเป็นบทเริ่มต้นที่ดี ของการสร้างความมั่งคั่งมั่นคงให้กับตัวเราใช่ไหมครับ เอาละ ถ้าอยากรู้ว่าคุณมีฐานะทางการเงินระดับไหนกันแน่ตามผมมา
ต้องมีเท่าไหร่ถึงจะเรียกว่าเป็นเศรษฐีทรัพย์สิน (Asset)
ลองไล่เรียงทรัพย์สินทั้งหมดของคุณ ประเภทหลักทรัพย์ บ้าน หุ้น พันธบัตร หน่วยลงทุนในกองทุนรวม รวมทั้งเงินสะสมในกองทุน ที่เก็บไว้เพื่ออนาคต เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนรวมเพื่อการ เกษียณ (RMF) จากนั้นไล่เรียงทรัพย์สินในส่วนอสังหาริมทรัพย์ เงินที่ลงในธุรกิจ ของสะสมที่มีค่ามีราคา กรมธรรม์ประกันชีวิต รวมสอง ส่วนนี้เข้าด้วยกัน โดยไม่รวมทรัพย์สินประเภทที่มีการเสื่อมค่าอย่าง รถยนต์ เฟอร์นิเจอร์ หรือของที่คุณซื้อมาเพื่อใช้ ไม่ได้ซื้อมาเพื่อขาย นำตัวเลขที่ได้มานี้ไปเทียบกับตัวเลขของคนในวัยเดียวกัน ซึ่งในที่นี้ คงต้องเทียบกับตัวเลขของคนอเมริกัน เพราะของบ้านเราอย่าว่าแต่การ เก็บข้อมูลเลยครับ แค่ความคิดที่จะทำ ก็ไม่ทราบว่ามีหรือเปล่า
จากตัวเลขจะเห็นว่าทรัพย์สินจะเพิ่มขึ้นตามอายุ โดยนอกจาก รายได้แล้วก็ยังขึ้นกับการจับจ่ายใช้สอย และการลงทุนที่ฉลาดด้วย
หนี้สิน (Debt)
ตรงข้ามกับทรัพย์สินคือหนี้สิน หนี้ที่ติดตัวคุณหมายถึง หนี้ ผ่อนบ้าน-ผ่อนรถ หนี้บัตรเครดิต หนี้เงินกู้เพื่อการศึกษา หนี้ส่วน บุคคลที่ยังค้างชำระกับธนาคารหรือสถาบันการเงิน และที่สำคัญสำหรับ นักบริหารการเงินที่ดี คือเมื่อมีเงินเก็บ ควรผ่อนชำระหนี้ดอกเบี้ยสูง อย่างบัตรเครดิตต่างๆ เสียก่อนที่จะนำเงินไปลงทุน
อ้อ...ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือควรมีเงินสดเก็บไว้เป็นทุนสำรอง เผื่อไว้ใช้ยามจำเป็นไม่น้อยกว่า 6 เดือน ในกรณีที่อาจมีเรื่องฉุกเฉิน
มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (Net Worth)
มูลค่าทรัพย์สินสุทธิคือการนำเอาทรัพย์สินทั้งหมดลบด้วยหนี้สิน ซึ่งจะบอกได้ทันทีว่าคุณร่ำรวยแค่ไหน และถ้า (อยาก) เป็นคนรวย การ คำนวณมูลค่าทรัพย์สินสุทธิเป็นเรื่องที่ควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง หาก คำนวณแล้วปรากฎว่า มูลค่าทรัพย์สินสุทธิคงที่ (ไม่โต) หรือเริ่มลดลง (ยกเว้นคุณอยู่ในช่วงเกษียณ) หมายความว่าฐานะการเงินของคุณเริ่ม มีปัญหา ลองเปรียบเทียบตัวเลขของคุณกับตารางตัวเลข ตามสูตรของ คนอเมริกันดูนะครับ
อีกวิธีหนึ่งในการประเมินว่า คุณ (ครอบครัว) รวยหรือไม่ คือตัวเลขประมาณการมูลค่าทรัพย์สินสุทธิที่ควรจะมีในแต่ละช่วงอายุ ซึ่ง ระดับรายได้และระยะเวลาในการทำงานเป็นดัชนีชี้วัดหลัก ในเรื่องนี้ คิดง่ายๆ ว่ารายได้สูงทำงาน (มา) นาน ทรัพย์สินสุทธิควรสูงตามไปด้วย สูตรที่คุณสามารถคำนวณได้ทันที คือนำอายุ (ของคุณ) คูณกับรายได้รวม ก่อนหักภาษีต่อปี แล้วหารด้วย 10 ยกตัวอย่างเช่น อายุ 40 มีรายได้ปีละ 2 ล้านบาท คุณน่าจะมีทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 8 ล้านบาท
พื้นฐานในการสร้างความมั่งคั่ง
หากอยากเป็นเศรษฐี คุณต้องเข้าใจก่อนว่าความร่ำรวยไม่ได้เกิดจาก การเก็บออมเพียงอย่างเดียว คนจะรวยได้ ต้องทำงานหนัก รู้จักแสวงหา โอกาสในการลงทุน แม้ในช่วงเวลาที่โครงสร้างของสังคมโดยรวมขาด ดุลยภาพ (Disequilibrium) หลักการเช่นนี้ เกิดขึ้นกับมหาเศรษฐีระดับโลก อย่าง ร็อกกี้เฟลเลอร์ และ บิลล์ เกตส์ มาแล้ว
ช่วงของการขาดดุลยภาพหมายถึงช่วงเวลาที่เป็นรอยต่อของการ เปลี่ยนแปลงปรับโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีการผลิตตัวอย่าง เช่น รอยต่อในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution) ครั้งที่สอง กับครั้งที่สามเมื่อร้อยปีที่แล้ว ในช่วงนั้นเกิดเศรษฐีใหม่ขึ้นมากหน้า หลายตา คนเหล่านั้นต่างฉกฉวยโอกาสจากช่องว่างทางการตลาดที่เกิด ขึ้นจากการขาดดุลยภาพนี่เอง
|
อย่างไร ก็ตามภาวะการขาดดุลภาพจะเปิดเพียงระยะหนึ่ง ก่อนที่จะกลายเป็นภาวะปกติ เทคโนโลยีที่เคยใหม่ล่าสุดกลายเป็นของเก่าล้าสมัย ผลตอบแทนที่เคยสูงจะลดลง และเมื่อก้าวไปจนจุดอิ่มตัวการแข่งกัน ในตลาดจะเข้มข้นมากขึ้น จนสินค้าตัวใหม่ๆ ที่เข้าสู่ตลาดต้องปรับ ราคาลงกำไรจะน้อยลงเพราะต้นทุนลดจนตามไม่ทัน
ในที่สุดตลาดที่เติบโตแบบก้าวกระโดดก็กลายเป็นตลาดที่ สามารถหาสิ่งทดแทนได้ แต่ภาวะการณ์เช่นนี้กินช่วงเวลาหลาย ทศวรรษและกว่าจะถึงจุดนี้ นักลงทุนหลายคนก็สามารถทำกำไร จากความฝันของตนได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ
วิธีคำนวนทรัพย์สินสุทธิ <คลิกที่นี่> |
เปรียบเทียบมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ
มูลค่าทรัพย์สินสุทธิโดยเฉลี่ย 4.8 ล้านบาท |
|
|