Ivy League Universities หมายถึง มหาวิทยาลัยชั้นนำที่มีชื่อเสียง เก่าแก่ในสหรัฐฯ โดยมีที่มาของชื่อ Ivy League นี้ มาจากต้น Ivy ที่ขึ้นปกคลุมอาคารในมหาวิทยาลัยเหล่านี้ ซึ่งทั้งหมดตั้งอยู่ในแถบฝังตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ หรือที่เรียกกันว่าแถบนิวอิงแลนด์ มีรวม 8 แห่ง คือ Brown University, Columbia University, Cornell University, Dartmouth College, Harvard University, University of Pennsylvania, Princeton University และ Yale University

มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเป็นสถาบันที่มีนักศึกษาจากประเทศไทยเข้าเรียนกันเป็นจำนวนไม่น้อย ดูตัวเลขจาก สมาคมนักเรียนเก่าฮาร์วาร์ดแห่งประเทศไทย ก็มีจำนวนถึง 424 คน โดยทั่วไปเรามักจะคุ้นเคยกับชื่อเสียงของ มหาวิทยาลัยแห่งนี้ในระดับปริญญาโทหรือเอก เช่น ด้านการแพทย์ กฎหมาย และบริหารธุรกิจ แต่ในระดับ ปริญญาตรีนั้น ฮาร์วาร์ดถือเป“นมหาวิทยาลัยชั้นนำ 1 ใน 3 ของสหรัฐฯ โดยมหาวิทยาลัยชั้นนำอีก 2 แห่ง คือ พรินซ์ตัน และ เยล ในจำนวนผู้สมัครประมาณ 20,000 คน ที่ฮาร์วาร์ดได้รับใบสมัครในปีที่ผ่านมานั้น มีผู้ประสบความสำเร็จได้เข้าเป็นนักศึกษาปริญญาตรีเพียง 1,800 คนเท่านั้น

 “M&W” ฉบับนี้มีความภูมิใจเสนอเรื่องราวของศิษย์เก่าฮาร์วาร์ด คุณวิชัย ตันตราธิวุฒิ สำเร็จปริญญาโทด้าน สถาปัตย์และผังเมืองจาก Harvard Design School  และวุฒิบัตร Advanced Management Program  จาก Harvard Business School  และเป็นอดีตนายกสมาคมนักเรียนเก่าฮาร์วาร์ดแห่งประเทศไทย ซึ่งลูกชายคือ นายพิริยะ ตันตราธิวุฒิ ประสบความสำเร็จในการเข้าเรียนระดับปริญญาตรีที่นี่ ได้มาเล่าเบื้องหน้าเบื้องหลัง การเตรียมตัว/วางแผนให้บุตรชาย รวมทั้งให้คำแนะนำต่อผู้ปกครองที่สนใจจะส่งบุตรหลานไปฝึกฝนวิทยายุทธ์ที่นี่ด้วย

นักเรียนทุนไทย (ภาษาอังกฤษดีเยี่ยม) มุ่งไปฮาร์วาร์ด

นักเรียนไทยที่ได้เข้าเรียนที่ฮาร์วาร์ดระดับปริญญาตรีนั้น ส่วนมากจะเป็นนักเรียนทุนของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ทุนเล่าเรียนหลวงหรือทุนรัฐบาล เด็กที่ได้รับทุนเหล่านี้ โดยเฉพาะคนที่มีทักษะภาษาอังกฤษขั้นดีถึงดีเยี่ยม มักเลือกส่งใบสมัครไปที่ฮาร์วาร์ดแทบทุกคน ซึ่งเจ้าหน้าที่รับสมัครของฮาร์วาร์ดเองก็บอกว่า “คัดจากนักเรียน ทุนนี่ ก็แทบไม่มีโอกาสที่จะเลือกคนอื่นจากเมืองไทยแล้ว”

ปีนี้ ฮาร์วาร์ดรับนักเรียนไทยรวม 3 คน เพื่อเข้าเรียนในปีที่ 1 รวมกับนักศึกษาเดิมที่มีอยู่ 8 คน เท่ากับว่า ฮาร์วาร์ดมีนักศึกษาไทยที่เรียนปริญญาตรีรวม 11 คน ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่มากเอาการทีเดียว โดยมีนักศึกษา ชายและหญิงในสัดส่วนไล่เลี่ยกันครึ่งต่อครึ่ง

ในส่วนของขั้นตอนการสมัครนั้น วิชัยเล่าว่าคณะกรรมการรับสมัครฯ จะดูตั้งแต่ประวัติการเรียน เกรดที่เรียน การสอบ SAT, TOEFL สำหรับนักเรียนต่างประเทศ และใบรับรองจากครูที่สอน รวมทั้งจากศิษย์เก่าที่สัมภาษณ์ ซึ่งต้องเป็นศิษย์เก่าที่เรียนจบปริญญาของฮาร์วาร์ดเท่านั้น โดยมหาวิทยาลัยจะมีสมาคมนักเรียนเก่าที่กระจาย อยู่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก มาคอยทำหน้าที่ประสานงานการสอบสัมภาษณ์ระบบการรับนักศึกษาชั้นปริญญาตรีของฮาร์วาร์ดจะเหมือน มหาวิทยาลัยชั้นนำอื่นๆ ในสหรัฐฯ คือจะพิจารณาลูกของ ศิษย์เก่าเป็นพิเศษ แต่ในระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีผู้สมัครฮาร์วาร์ดชั้นปริญญาตรีจำนวนมาก ทำให้ทางมหาวิทยาลัย ต้องตัดคะแนนพิเศษสำหรับลูกของศิษย์เก่าที่จบระดับปริญญา โทและเอก โดยผู้สมัครที่เป็นลูกของศิษย์เก่าปริญญาตรีเท่านั้นจะได้รับคะแนนเพิ่มเติมเป็นคะแนนพิเศษ เช่น หากผู้สมัครได้คะแนนพอๆ กัน ผู้สมัครที่เป็นลูกของศิษย์เก่าระดับปริญญาตรี ก็จะได้เปรียบกว่า

วิชัยเล่าว่า “ปีที่ผ่านมาในระดับปริญญาตรีมีคนสมัคร ทั้งจากสหรัฐฯ และทั่วโลกราว 20,000 คน ฮาร์วารืดจะรับได้ประมาณ 1,800 คน หรือราว 10 ต่อ 1 ซึ่งผู้สมัครทุกคนที่มาสมัครคือนักเรียนที่อาจารย์แนะแนวหรือ College Counselor ของแต่ละโรงเรียนคัดมาแล้ว เขาและครูของผู้สมัครต้องเขียนหนังสือแนะนำ (Recommendation Letter) ให้ด้วย หากเขาดูแล้วนักเรียนคนนั้นไม่มีโอกาสจะเข้าฮาร์วารืดได้ เขาก็จะไม่เสียเวลาเขียนหนังสือ แนะนำให้ดังนั้น ผู้สมัครที่เขาเขียนมาให้ คือ ผู้สมัครที่คิดว่าน่าจะเข้าฮาร์วาร์ดได้ หมายความว่าผู้สมัครประมาณ 20,000 คนถูกคัดเลือกมาแล้ว

จึงเป็นเรื่องยากที่คณะกรรมการคัดเลือก (Admissions Committee) จะคัดผู้ได้เข้าเรียนเหลือพันกว่าคน” วิธีการคัดเลือกผู้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ชั้นนำในสหรัฐฯ คือ คณะกรรมการฯ จะนั่งพร้อมกันในห้องประชุม อ่านใบสมัคร แล้วก็ส่งต่อไป โดยจะมีผู้ที่รับผิดชอบในแต่ ละเขตของผู้สมัคร ซึ่งคณะกรรมการฯ ก็จะมาช่วยกันดูเพื่อคัดเลือกเบื้องต้น แบ่งงานกันไปคนละเขต จากนั้นมาร่วมกันดูทั้งหมด ในรอบสุดท้าย ซึ่งก็ใช้เวลาเป็นเดือนๆ ทีเดียวกว่าจะทำสำเร็จ”

โดยทั่วไปเด็กนักเรียนในสหรัฐฯจะส่งใบ สมัครไปประมาณ 10 มหาวิทยาลัยต่อ 1 คน โดยเลือกที่ยากสุดสำหรับผู้สมัครคน นั้น 3 แห่ง กลางๆ 3 แห่ง และที่เข้าง่ายอีก 3-4 แห่ง มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในสหรัฐฯ จะมีระบบการรับนักศึกษาเข้าเรียนปริญญาตรี 2 แบบคือ (1) แบบรับสมัครเข้าก่อน ซึ่งแบ่งเป็น Early Action และ Early Decision เปิดให้ส่งใบสมัครเข้ามาภายในวันที่ 15 พ.ย. และจะรู้ผลการสมัครภายในวันที่ 15 ธ.ค. และ (2) แบบ Regular Application รับสมัครสิ้นเดือน ม.ค. หรือ ก.พ. และทราบผลในเดือน เม.ย.

วิชัยบอกว่าการสมัครในแบบแรกนั้น ผู้สมัครต้องมีความมั่นใจใน ผลการเรียนและใบรับรองต่างๆ ของตนพอสมควร มีความ เด่นมากพอ ส่วนมากนักเรียนทุนไทยจะไม่มีการสมัครในแบบที่ 1 เพราะรัฐบาลจะส่งไปเข้าเรียนในชั้นปีสุดท้าย (เกรด 12 หรือ มัธยม 6 ของไทย) ของโรงเรียนมัธยมปลาย หรือ ไฮสคูลในสหรัฐฯ ก่อน เพื่อเตรียมความพร้อมเรื่องภาษาอังกฤษ และเพื่อสอบเอาคะแนนของระบบการเรียนในสหรัฐด้วย จึงยังมีหลักฐานการเรียนไม่เพียงพอในเดือน พ.ย. โดยเฉพาะใบคะแนน ต่างๆ แต่หากเป็นนักเรียนไทยในสหรัฐฯ ก็สามารถใช้คะแนน เรียนเทอมแรกได้

บราวน์, สแตนฟอร์ด และยูออฟเพนซิลเวเนีย จะมีแบบ Early Decision คือหากมหาวิทยาลัยนั้นตอบรับ นักเรียนก็ไม่สามารถ ไปสมัครที่อื่นได้อีกนักเรียนจึงเลือกสมัครไปได้เพียงมหาวิทยาลัยเดียว หากไม่ผ่านการสมัครในแบบแรกนี้ ใบสมัครก็อาจจะถูกส่งไปเข้าแบบ Regular Application เพื่อมหาวิทยาลัย จะขอข้อมูลเพิ่ม หรือมหาวิทยาลัยอาจจะปฏิเสธนักเรียนคนนั้นเลย ส่วนแบบ Early Action นั้น หาก มหาวิทยาลัยตอบรับ นักเรียนคนนั้นยังสามารถไปสมัครเข้ามหาวิทยาลัยอื่นแบบ Regular Application แล้วจึงเลือกว่าจะไปเข้ามหาวิทยาลัยที่รับแบบ Early Action แล้วหรือไม่ ปัจจุบันผมเข้าใจว่ามีเพียงฮาร์วาร์ด เท่านั้นที่มีการรับสมัครแบบ Early Action”

“ลูกชายผมสมัครแบบ Early Action ไป 2 แห่ง คือที่บราวน์และฮาร์วาร์ด ที่บราวน์ ตอบรับมาก่อน ส่วนที่ฮาร์วาร์ดเขาให้ส่งใบสมัครไปเข้าแบบ Regular Application เพราะทราบภายหลังว่าฮาร์วาร์ดไม่รับนักศึกษาต่างชาติในแบบ Early Action แล้ว ลูกชายก็สมัครเข้าฮาร์วาร์ดได้สำเร็จในแบบ Regular Application”

วิชัยได้เล่าถึงระบบการศึกษาระดับปริญญาตรีของที่นี่ด้วยว่า “ระดับปริญญาตรีที่ ฮาร์วาร์ดจะไม่มีการแยกคณะ โดยจะเรียนวิชาบังคับเหมือนกันหมด และจะมีการ เลือกวิชาเอกหรือ major และวิชาเลือกอื่นๆ อีกจำนวนมากตามความสนใจของนักศึกษา ลูกชายผมเรียนเอกเศรษฐศาสตร์ แต่เชื่อไหมว่าจบปริญญาตรีมาแล้ว ยังไม่ถือ เป็นนักเศรษฐศาสตร์มืออาชีพ ระดับปริญญาโทและเอกที่ฮาร์วาร์ดจึงจะเป็นวิชาชีพ เช่น กฎหมาย สถาปัตย์ แพทย์ เอ็มบีเอ ในระดับปริญญาตรีนั้น นักศึกษาจบออกไปยัง ต้องไปฝ–กงานสัก 2-3 ปีแล้วจึงจะกลับไปเรียนปริญญาโทหรือเอกเป็นวิชาชีพต่อไป”

วิชาเอกเศรษฐศาสตร์ของระดับปริญญาตรีนั้น เป็นการเรียนวิชาพื้นฐานที่ค่อนข้างกว้าง ซึ่งหากจะเรียนต่อก็สามารถเลือกได้หลายทาง เช่น การเงินหรือไฟแนนซ์ เอ็มบีเอ หรือจะเรียนปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์เลย วิชาเอกอื่นๆ เช่น คณิตศาสตร์ ก็อาจ เรียนต่อเอ็มบีเอได้เช่นกัน วิชาเอกเศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่ได้รับความนิยมสูงสุดที่ ฮาร์วาร์ด มีนักศึกษาเอกวิชานี้กว่า 30% เพราะว่าเป็นวิชาที่กว้าง ไปทำงานหรือเรียนต่อได้ง่ายกว่า

ที่ฮาร์วาร์ดจะมีวิชาเอกในด้านต่างๆ เช่น คณิตศาสตร์, เคมี, คณิตศาสตร์ประยุกต์, วรรณกรรม, ภาษา , ฯลฯ

อาจารย์แนะแนวหรือ College Counselor มีบทบาทสำคัญ

อาจารย์ที่แนะแนวเข้ามหาวิทยาลัยหรือ College Counselor ในโรงเรียนมัธยมตอนปลาย เป็นผู้ที่มีความสำคัญมาก วิชัยเล่าให้ฟังว่า “อย่างที่ผมไปนั่งคุยด้วยนี่ เขาต้องพยายามดึงจุดเด่นของเด็กออกมา ไม่ใช่เรียนเก่ง อย่างเดียว มีอะไรเก่ง ชำนาญอีกบ้าง เช่น ดนตรี กีฬา ศิลปะ เพราะว่ามหาวิทยาลัย ต้องการเด็กที่มาจากที่ต่างๆ ที่มีความสามารถไม่เหมือนกัน ในสหรัฐฯนั้นมีนักเรียนที่เรียนเก่งเป็นร้อยๆ คน แต่เขาจะดูหลายอย่าง เช่น บุคลิก ความเป็นผู้นำ จากคำสัมภาษณ์ของศิษย์เก่า เป็นต้น”

เนื่องจากมีนักเรียนเก่งๆ สนใจส่งใบสมัครเข้า Ivy League Universities กันเป็นจำนวนมาก ดังนั้น มหาวิทยาลัย ชั้นนำเหล่านี้จึงมีโอกาสเลือกนักเรียนที่ดีที่สุดในสายตาของคณะกรรมการฯ และส่วนมากก็จะไม่เลือกแต่คนเก่ง ด้านวิชาการอย่างเดียว

วิชัยเล่าว่า “College Counselor คนหนึ่งเคยบอกผมว่ามีเด็กเก่งดนตรีคนหนึ่ง สามารถแต่งเพลงเองได้ จึงได้ส่ง CD เพลงที่ตัวเองแต่งแนบไปพร้อมใบสมัครด้วย ซึ่งคณะกรรมการคัดเลือกฯ ก็ส่ง CD นั้นไปให้ผู้รู้ฟังและให้ความเห็นมา ในที่สุดฮาร์วาร์ดก็รับเด็กคนนี้เข้าเรียน” ทั้งนี้ฮาร์วาร์ดมีคณะที่สอนวิชาดนตรีในระดับปริญญาโท และเอกด้วย

ประเด็นอื่นๆ ที่เป็นเกร็ดควรรู้อีกเล็กน้อยคือ หากนักเรียนมีประวัติในเรื่องการทำงานเพื่อชุมชน การช่วยเหลือสังคม ก็เป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่ควรทำ รวมถึงเรื่องการทำหนังสือของโรงเรียน ทักษะในการเขียน การถ่ายภาพ พูดง่ายๆ ก็คือมหาวิทยาลัยชั้นนำนั้นต้องการนักศึกษาที่มีความรู้รอบตัว หลายๆ อย่าง (all rounded) ไม่ใช่ เรียนเก่งเฉพาะที่อยู่ในตำราอย่างเดียว

แนะวางแผนส่งลูกเรียนมัธยมปลายหรือไฮสคูลก่อน

ในกรณีที่เป็นนักเรียนทุนส่วนตัวนั้น ขอแนะนำว่าควรจะส่งลูกไปเข้าระดับไฮสคูลที่สหรัฐฯ ก่อน วิชัยทำเช่นนั้น ด้วยเหตุผลที่ว่า “ผมคิดว่า College Counselor ที่สหรัฐฯ จะมีความพร้อมในการแนะแนวให้นักเรียนเข้า เรียนต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำได้ดีกว่าในเมืองไทย

อย่างลูกผมนั้น เขาไปเรียนไฮสคูล เกรด 9 ที่ ร.ร. Middlesex School โดยจบระดับมัธยมฯ 2 จาก ร.ร.อัสสัมชัญ บางรัก ทั้งโรงเรียนมีนักเรียน 320 คนเป็นโรงเรียนมัธยมปลายแบบกินอยู่คือมีหอพักพร้อม (Prep school) สอนระดับเกรด 9 ถึงเกรด 12 เท่านั้น บริเวณโรงเรียนมีเนื้อที่กว่า 300 เอเคอร์ หรือประมาณ 1,300 ไร่ อยู่ในเมือง Concord มลรัฐ Massachusetts”

วิชัยเล่าว่าลูกชายสมัครไป 4 แห่งเลือกโรงเรียนขนาดเล็ก เพราะไม่ต้องการสมัครเข้าโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มี ชื่อเสียงโด่งดัง เนื่องจากมีการแข่งขันกันสูงมาก “โชคดีที่โรงเรียนรับเข้าเรียนเลยในปีแรก แต่เหนื่อยมาก ต้อง เรียนภาษาต่างประเทศเพิ่มอีก 1 ภาษา เขาเลือกเรียนสเปน และปีแรกยังต้องเรียนภาษาอังกฤษ ให้ทันพวกนักเรียนอเมริกันด้วย ก็ลำบากพอสมควร ค่าใช้จ่ายตอนนั้นปีละประมาณ 35,000 เหรียญฯ”

“ผมยอมรับนะครับว่าปีแรกนี่ลูกเรียนล้มลุกคลุกคลานพอสมควร เพราะสิ่งแวดล้อมแตกต่างไปมาก ผมไปคุยไป ถามกับครูโดยตรง เพราะบางทีลูกก็ไม่กล้าถาม ครูจะอธิบายให้ทราบว่าลูกของเรามีจุดเด่นจุดด้อยอย่างไร ห้องเรียนมีนักเรียนน้อยมาก แค่ 10-15 คนนั่งเรียนรอบโต๊ะใหญ่ตัวหนึ่ง ทุกคนต้องแสดงความคิดเห็น มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ พอปี 2 เขาก็ดีขึ้น ปี 3 นี่ได้รับรางวัล Williamีs College Book Prize และรางวัล Bausch& Lomb Science Award ได้คะแนนรวมเป็นที่ 2 ของชั้น พอปี 4 ก็ได้คะแนนเป็นที่ 2 ของชั้นเรียนอีก มีนักเรียนชั้นหนึ่ง 80 คนครับ เข้าฮาร์วาร์ดได้ 5 คน คิดเป็น 6% ก็ถือว่าสูงทีเดียว” วิชัยเล่าพัฒนาการของลูกชายในการเรียนระดับไฮสคูลที่สหรัฐฯ จนสามารถสมัครเข้าเรียนระดับปริญญาตรีที่ฮาร์วาร์ด ได้สำเร็จ

โรงเรียน Middlesex ที่ลูกชายวิชัยเรียนนั้น ไม่ถือว่าเป็นโรงเรียนมัธยมปลายชั้นยอดของแถบนิวอิงแลนด์ แต่เป็น ร.ร.มัธยมปลายระดับรองลงมาจากชั้นนำ โรงเรียนมัธยมปลายระดับนำจริงๆ นั้น วิชัยเอ่ยชื่อมา 3 แห่ง คือ ร.ร. Philips Exeter, ร.ร. Philips Andover และ ร.ร. Saint Paul's

มีอีกโรงเรียนหนึ่งที่น่าสนใจ แต่คงสงวนไว้สำหรับนักเรียนอเมริกันในมลรัฐแมสซาชูเซตต์ เพราะเป็นโรงเรียน ของรัฐ (Public School) นั่นคือโรงเรียน Boston Latin ซึ่งมีเด็กอเมริกันเชื้อสายเอเชียเข้าเรียนได้มาก และมีอัตราส่วนสมัครเข้าปริญญาตรีที่ฮาร์วาร์ดสูงมากทีเดียว

ในส่วนของการวางแผนทางการเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเรียนของบุตรหลานในมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับ Ivy League นั้น ขอบอกว่าค่าใช้จ่ายแพงมาก แทบกล่าวได้ว่ามนุษย์เงินเดือนทั่วๆ ไป หมดสิทธิคิดในเรื่องนี้เลย เพราะค่าใช้จ่ายในการเรียนที่แสนแพง ประมาณเดือนละ 200,000 - 250,000 บาท เป็นเรื่องที่ผู้ปกครองเงิน เดือน 500,000 บาทขึ้นไปเท่านั้น หรือมีเงินก้อน มีมรดก จึงจะวางแผนคิดการส่งลูกหลานไปเรียนใน สถานที่แบบนี้ได้

วิชัยแนะนำว่าสิ่งที่ควรคิดถึงคือการให้เด็กเรียนเก่งเพื่อสอบชิงทุนการศึกษา เพราะเมืองไทยมีทุนให้นักเรียน มัธยมปลายไปเรียนต่อต่างประเทศมาก มากเสียยิ่งกว่าในฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียอีก ดังนั้น ผู้ปกครองควรตั้งเป้าหมายให้บุตรหลานเรียนให้เก่งและสอบชิงทุนการศึกษาไปเรียนจะเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่ง

Boston : เมืองที่ยังรักษาธรรมเนียมดีๆ ไว้มาก

ประเด็นสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องพิจารณาในการส่งลูกหลานไปเรียนในต่างแดนคือ ที่อยู่อาศัย และสิ่งแวดล้อมมีความเหมาะสมกับการศึกษาของลูกหลานมากน้อยเพียงใด สถานศึกษาแม้จะดีมีมาตรฐาน สูงเพียงใด แต่หากอยู่ในท่ามกลางบรรยากาศแวดล้อมที่ไม่น่าอภิรมย์ ไม่เอื้อแก่ชีวิตความเป็นอยู่ที่มีคุณภาพ ท่านคงไม่ยินยอมให้บุตรหลานเดินทางไปเรียนต่อแน่

วิชัยชี้ข้อดีของเมืองบอสตันในเรื่องนี้ว่า “บอสตันได้เปรียบตรงเป็นเมืองใหญ่ที่มีการควบคุมเรื่องผังเมืองอย่างดี เหมาะกับเป็นเมืองการศึกษา นอกจากนี้ยังเป็นเมืองเก่า มีบรรยากาศโดยรวมดี มีโรงอุปรากร พิพิธภัณฑ์และศูนย์การค้าทันสมัย มีคนอาศัยในมหานครบอสตันรวมประมาณ 3 ล้านคน เล็กกว่ามหานครนิวยอร์กมากและยังสามารถรักษาธรรมเนียมความเป็นผู้ดีไว้ได้มาก”

Harvard Club of Thailand : รวมศิษย์เก่าไทยในฮาร์วาร์ด

ในส่วนของสมาคมนักเรียนเก่าฮาร์วาร์ดในไทยนั้น เริ่ม มาจากการเป็น Harvard Business School Club เมื่อ มีศิษย์เก่าที่จบปริญญาเอ็มบีเอและวุฒิบัตรโปรแกรม พิเศษ (Advanced Management Program-AMP และ Program for Management Development-PMD) จากคณะบริหารธุรกิจรวมตัวกันจัดตั้งขึ้นเพื่อ เป็นศูนย์รวมในการสร้างเครือข่ายในแวดวงธุรกิจของ เมืองไทยเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว นอกจากนี้ก็มี Harvard Law School Club ซึ่งมีศิษย์เก่าที่จบในระดับปริญญาโทจากคณะกฎหมายของฮาร์วาร์ดรวมตัวกันจัดตั้งเป็นสมาคมขึ้น

“สำหรับการตั้งเป็น Harvard Club of Thailand ได้ทำ มา 10 กว่าปีที่แล้ว หลังจากที่คณะกรรมการของ Harvard Business School Club ได้ยุบสมาคมฯ เพื่อมารวมกับศิษย์เก่าคณะอื่นๆ ทั้งปริญญาตรี โท และเอก ตั้งเป็นสมาคมศิษย์เก่าของทั้งมหาวิทยาลัย ปัจจุบัน สมาคมฯ จะประสานงานกับทางมหาวิทยาลัยโดยผ่าน สำนักงาน Harvard Alumni Association ซึ่งเป็น ศูนย์รวมเครือข่ายติดต่อกับสมาคมศิษย์เก่าฮาร์วาร์ด อื่นๆ ในภาคพื้นเอเชีย และทางมหาวิทยาลัยถือว่า สมาคมฯ เป็นตัวแทนของศิษย์เก่าอย่างเป็นทางการของ เมืองไทย” วิชัยเล่า

เขากล่าวถึงโครงการที่น่าสนใจอันหนึ่งเป็นโครงการของ พวกศิษย์เก่าฮาร์วาร์ดที่ทำกันในสหรัฐฯก่อน แล้วก็แพร่ หลายออกไปในทั่วโลก โดยศิษย์เก่าฮาร์วาร์ดในที่ต่างๆ เป็นผู้สืบทอดนำมาเผยแพร่ในมลรัฐหรือประเทศของตน ซึ่งวิชัย ก็นำมาสานต่อในไทย โครงการนี้ชื่อ Harvard Prize Book เป็นการมอบรางวัลหนังสือเรื่องราวของ

มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดให้แก่นักเรียนที่มีผลการเรียน ดีเด่นในระดับมัธยมปลายก่อนเข้ามหาวิทยาลัย สำหรับ ในสหรัฐฯก็คือนักเรียนที่จบเกรด 11 และกำลังเรียนอยู่ เกรด 12

ในอดีตนั้นรางวัลนี้มีความหมายอย่างยิ่ง เพราะผู้ได้รับ รางวัลมีโอกาสที่จะเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ แต่ปัจจุบันรางวัลนี้มีการมอบโดยศิษย์เก่าจำนวน มากในสหรัฐฯและยุโรป โอกาสที่ผู้ได้รับรางวัลนี้จะเข้า ฮาร์วาร์ดได้ เจือจางลงไป ทว่าคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ของรางวัล นี้ยังหนักแน่นอยู่ในจิตใจของนักเรียนที่ได้รับอยู่ตลอด กาล ก็คือ ความรู้สึกภาคภูมิใจและความมีเกียรติประวัติดีเด่นที่ติดอยู่กับตัวนักเรียนตลอดไป

วิชัยได้นำรางวัล Harvard Prize Book ด้วยทุนส่วนตัว มามอบให้นักเรียนชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาเก่าของเขา โดยมี 2 รางวัลๆ แรก สำหรับนักเรียนชั้น ม.6 ที่ได้คะแนนรวมชั้น ม. 5 สูงที่สุด และอีกรางวัลสำหรับนักเรียนชั้น ม.6 ที่มีความคิดสร้างสรรค์ที่สุด

วิชัยกล่าวว่า “ในระบบการศึกษาของไทยอาจจะยัง ไม่เป็นที่นิยมในเรื่องการมอบรางวัลแบบนี้กันนัก แต่ใน สหรัฐฯนั้นการได้รับรางวัลเช่นนี้มีความหมายมาก เพราะทำให้นักเรียนมีความภูมิใจและสามารถใช้เป็นประโยชน์ เวลาสมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัยชั้นนำได้”