ปัญหาหนักอกของพ่อแม่ในยุคนี้อย่างหนึ่ง คือ ทำอย่างไรลูกจึงจะเข้าใจ ฐานะการเงินที่แท้จริงของครอบครัว ลูกจะได้ใช้เงินสมกับฐานะ ซึ่งนั่นถือ เป็นการแบ่งเบาภาระการเงินให้กับพ่อแม่ได้ทางหนึ่ง ทางออกของปัญหานี้ไม่ยากเย็นอะไร เพียงแต่เรื่องเงินเรื่องทองแบบนี้พ่อแม่พูด กับลูกได้ แต่ต้องมีเทคนิคอยู่บ้าง แรกสุดที่ต้องใส่ใจคือ ระมัดระวังปาก (คำ) ของตัวเองเอาไว้ก่อน เพราะคุณต้องไม่ลืมว่าคำพูดของทั้งพ่อและแม่ไม่ว่าจะคุยกันเอง พูดถึงคนอื่นหรือพูดกับลูก มีผลต่อทัศนคติที่จะเป็นตัวแปรสำคัญของนิสัยและพฤติกรรมทางการเงินในอนาคตของลูก ช่วยให้พวกเขาเป็นคนมีวินัยในการใช้จ่าย รู้ค่า ไม่ตกเป็นทาสเงิน แปลงค่าเป็นคำ วันดีที่เจ้าตัวเล็กของคุณจะถามคุณเรื่องเงินๆ ทองๆ จะมาถึงเมื่อไรก็ไม่รู้ (ละ) แต่เพื่อความไม่ประมาท คุณควรเตรียมการรับมือเอาไว้จะดีว่า เพื่อรักษาโอกาสทอง ในการสอนลูกให้รู้จักค่าของเงินเสียตั้งแต่ยังเป็นไม้อ่อน ผมมีแบบฝึกหัดมา ให้ฝึกฝนครับ
คำเฉลย 1. ง 2. ค 3. ก 4. ก 5. ค 6. ง 7. ก จากแบบฝึกหัดนี้คุณจะพบว่าเรื่องใดควรทำและเรื่องใดไม่ควรทำ ดังนี้
อายุเป็นมากกว่าตัวเลข เมื่อมีเหตุให้ต้องพูดเรื่องเงินกับเจ้าตัวเล็กที่คุณควรคิดถึง ก็คือ เจ้าตัวเล็กของคุณน่ะ อายุเท่าไรแล้ว คุณจะได้เลือกใช้คำ ท่าทาง ได้เหมาะสมกับวุฒิภาวะของเจ้าตัวเล็กของคุณ อายุต่ำกว่า 5 ขวบ : เด็กวัยนี้ยังไม่เข้าใจเรื่องเงินๆ ทองๆ แต่ก็สามารถรับความรู้สึกและ อ่านอารมณ์พ่อแม่ได้ สำหรับเด็กวัยนี้ น้ำเสียง, ท่าทาง และอารมณ์ สำคัญกว่าเนื้อหาที่คุณพูด จริงอยู่เด็กสามขวบไม่สนใจจำนวนเงินใน ใบเสร็จค่าไฟของคุณ แต่ลูกวัยนี้จับความ (รู้สึก) ได้ว่าค่าไฟที่คุณจ่าย ไปนั้นเขามีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วย เรื่องหนึ่งที่พ่อแม่คิดไม่ถึงคือ การดูทีวีของลูก คุณควรควบคุมดูแล ไม่ให้ลูกก่อนวัยเรียนดูทีวีมากนัก เพราะภาพที่เด็กเห็นจากโฆษณาจะกระตุ้นความต้องการซื้อของเด็กก่อนถึงเวลาอันควร สำหรับเด็กวัยนี้ปัจจัยที่จำเป็นจริงๆ กับชีวิต คือ อาหาร ความรัก และความอบอุ่นจาก พ่อแม่ แต่ภาพที่ลูกเห็นจากโฆษณาทีวีจะทำให้เด็กอยากมีอยากได้ สิ่งอื่นนอกเหนือไปจากปัจจัยที่จำเป็น อย่าดูถูกว่าลูกยังเล็กหรือเป็นเด็กจะไปรู้อะไร เพราะทั้งที่ไม่รู้ว่าใน ทีวีเขาขายอะไรกัน แต่เด็กก็จับความรู้สึกได้ว่า น้ำอัดลม รถยนต์ เกม คอมพิวเตอร์เป็นของพิเศษ และหากสังเกตให้ดีก็จะพบว่าเด็กในบ้าน ที่มีฐานะ (ทางการเงิน) ดี มักจะมีความต้องการของ (เล่น) เร็ว และมากกว่าปกติ ความต้องการที่ถูกกระตุ้นจากสภาพแวดล้อม (ทีวี) จะเปลี่ยนเป็นความต้องการอยากมีอยากได้ และออกฤทธิ์ออกเดชจน พ่อแม่ต้องซื้อให้ในที่สุด ที่คุณคงคิดไม่ถึงอีกเรื่องคือ คุณสามารถสอนเรื่องการออมให้กับเด็กในวัยนี้ได้ เรามักจะลืมไปว่าพัฒนาการในเรื่องเหตุและผลของเรานั้นมีมาตั้งแต่เกิดและพัฒนาขึ้นตามอายุ ถ้าสังเกตให้ดีคุณคงเคย เห็นเด็กสามขวบที่ภูมิใจกับจำนวนเหรียญที่เพิ่มขึ้นในกระปุก (หมู) ออมสินของเขา ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเขาเข้าใจ เรื่องการออมเบื้องต้น แล้วละครับ อายุ 6-12 ปี : สำหรับวัยนี้การจำกัดการดูโฆษณาทีวีอาจผ่อนปรนได้ แต่ก็ไม่ควร ปล่อยให้ลูกเกาะติดอยู่หน้าจอ แต่ที่น่าเป็นห่วงสำหรับเด็กวัยนี้คือ การซื้อ เด็กวัยนี้เริ่มอยากซื้อของกันแล้ว ซึ่งในทางบวกนี่ก็น่าจะเป็น ช่วงเวลาที่ดีสำหรับพ่อแม่ที่จะสอนลูกในเรื่องการใช้จ่าย กับเด็กวัยนี้ คุณสามารถตั้งกฎหรือตั้งงบให้ลูกเพื่อซื้อของที่เขา ต้องการเป็นเดือนๆ ไป ซึ่งในช่วงแรกๆ ลูกมักจะซื้อของที่เขาชอบหรือ เห็นเป็นครั้งแรกจนหมดงบ (ที่ตั้งไว้) คุณต้องทำใจปล่อยไป เพราะนี่คือบทเรียนบทแรกที่คุณจะได้สอนเทคนิคการซื้อของให้กับเขาวิธีนี้ ควรใช้ตั้งแต่ลูกยังเล็ก คุณจะได้ไม่ต้องมาทะเลาะกับแกตอนโตยังไงละครับ แล้วคุณจะแปลกใจเมื่อพบว่าแม้จะอายุเพียง 8 ขวบเจ้าตัวเล็ก ของคุณก็สามารถบริหารเงินค่าขนมของเขาได้ แถมยังรู้จักซื้อของ อีกด้วย เพราะเขาเลือกซื้อของตามลำดับความความสำคัญของตัว เลือก แต่การจะทำได้เช่นนี้คุณต้องยอมให้เขาลองผิดลองถูกสักสอง สามครั้งก่อนนะครับ ที่น่าเป็นห่วงอีกอย่างหนึ่งสำหรับเด็กวัยนี้ คือพวกเขามักเปรียบ และเทียบตัวเองกับคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนที่โรงเรียน คนข้างบ้าน ไม่เว้นแม้กับพี่กับน้อง ดังนั้นเจ้าตัวเล็กในวัยนี้อาจมาหาคุณพร้อมกับคำถามแปลกๆ ที่กวนโมโหคุณ อย่างเช่น
คุณคงต้องทำใจให้ได้ว่า นี่คือคำถามที่เกิดจากความสงสัย (โดย สุจริต) แล้วถือโอกาสอธิบายขยายความให้เจ้าตัวปัญหารู้ถึงคุณค่าของ สิ่งที่มีอยู่ เหตุผลในการเลือกซื้อ และความเหนื่อยยากของคุณที่ทำให้มี สิ่งเหล่านี้ อายุ 13-18 ปี : วัยนี้สำคัญมาก คุณควรสอนลูกให้มีความรับผิดชอบในเรื่องเงิน สอนให้เขารู้จักใช้รู้จักจ่ายและรู้จักเก็บออม สอนให้รู้ค่าของเงินและสิ่งของ ให้เขารู้จักคำว่า แพงเกินไป เสียบ้าง การสอนเรื่องการใช้จ่ายเด็กในวัยนี้ ต้องตั้งงบประมาณให้เขา แล้ว ทำใจไว้เลยว่าเรื่องที่ง่ายของคุณจะกลายเป็นเรื่องยากมากถึงมากที่สุด ของลูก เพราะเด็กส่วนมากรู้จักแต่เพียงราคา แต่ไม่รู้ (จัก) ค่าของ สิ่งของ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วมักจะเกิดกับเด็กที่มีฐานะดี เด็กพวกนี้ไม่เพียงไม่รู้สึกรู้สมกับงบประมาณรายปีที่ควรจะบริหาร เท่านั้น แต่ยังไม่คำนึงถึงงบในการซื้อของแต่ละชิ้นด้วย มีหลายวิธีที่สามารถใช้อบรมลูกวัยรุ่นให้รู้จักรับผิดชอบเรื่องเงิน ได้อย่างเป็นรูปธรรมทั้งส่วนของการจ่ายและการออม โดยคุณอาจเปิด บัญชีเงินฝากให้เก็บเงินค่าขนม และให้เขาควบคุมเงินในบัญชีเองหรือ ให้ลูกถือบัตรเครดิตที่มีวงเงินจำกัด จะได้หัดควบคุมงบประมาณ ค่าใช้จ่ายบ้าง เด็กอายุ 13 เรียนรู้วิธีบริหารการเงินได้แล้ว ทั้งในส่วนของการ จ่ายและออม แรกๆ อาจจะสับสนบ้าง คุณควรปล่อยให้เขาได้เรียนด้วยตัวเอง โดยคุณควรค่อยๆ ขยายเวลา และเพิ่มงบประมาณค่าใช้จ่าย จากสัปดาห์ เป็นเดือน หรืออาจจะทั้งปีก็ได้ และสุดท้าย คุณควรให้ลูกมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเลือกซื้อ ของใช้ราคาแพงในบ้านอย่างตู้เย็น ทีวี เครื่องเสียงหรือกระทั่งรถคันใหม่ การเปิดโอกาสให้ลูกช่วยเลือกและร่วมพิจารณาทั้งคุณภาพ และราคา จะทำให้ลูกรู้จักรับผิดชอบของที่ซื้อมาใช้รวมกันและเป็น โอกาสที่คุณจะได้พูดคุยกับพวกเขาอย่างตรงไปตรงมาในเรื่องเงินๆ ทองๆ ด้วยนะครับ และนี่คือหลักเกณฑ์เบื้องต้นในการฝึกวินัยทางการเงินให้กับลูก ฝึกกันตั้งแต่ยังเป็นไม้อ่อนดีกว่านะครับ เพราะไม้แก่น่ะ ดัดยาก
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||