Legal Clinic
ชัยยง อัชฌานนท์ : อดีตกรรมการสภาทนายความ
Debtor in Doubt 2
ปัญหาคาใจของลูกหนี้ ภาค 2

     คอลัมน์ Legal Clinic ฉบับที่แล้วเป็นการตอบคำถามของคุณวสันต์ วรลักษณ์ ถึงขั้นตอนที่เจ้าหนี้ดำเนินคดีทางแพ่งกับ ลูกหนี้ โดยจบเนื้อเรื่องตรงที่ศาลมีคำพิพากษา ในฉบับนี้จึง ขอกล่าวถึงขั้นตอนต่อไป
     กรณีที่ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ รูปแบบของคำพิพากษาจะกล่าวถึงความเป็นมาของหนี้สินตามคำฟ้อง, ข้อต่อสู้คดีของ จำเลย, คำวินิจฉัยว่าฝ่ายใดถูกฝ่ายใดผิด และบทสรุปซึ่งจะมีสภาพบังคับ คำพิพากษาทั่วไปจะมีบทสรุปดังนี้
     “พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน.....บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ย ในอัตราร้อยละ.....ต่อปี ของเงินต้นจำนวน.....บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้นแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนาย ความจำนวน.....บาท”

     หลังจากศาลออกคำพิพากษาแล้ว หากปรากฏว่าจำเลยไม่ชำระหนี้ ฝ่าย โจทก์ก็จะทำการ “บังคับคดี” ให้จำเลยชำระหนี้ตามคำพิพากษา โดยการขอให้ ศาลแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี (จพค.) เพื่อไปทำการยึด และ/หรือ อายัด ทรัพย์ของลูกหนี้ ทั้งนี้จะต้องทำต่อทรัพย์ของลูกหนี้ หรือทรัพย์ที่ลูกหนี้เป็น เจ้าของร่วมเท่านั้น เจ้าหนี้จะบังคับคดีกับทรัพย์ของคนอื่น แม้จะเป็นผู้สนิท ชิดเชื้อกับลูกหนี้ ไม่ว่าจะเป็นคู่สมรส บุตร บิดามารดาหรือญาติพี่น้อง ของลูกหนี้ไม่ได้

     ในกรณีที่หนี้มีหลักประกัน เช่น มีทรัพย์มาจำนองหรือจำนำ หรือมี สิ่งใดที่ลูกหนี้มอบไว้ให้เจ้าหนี้เป็นประกัน ทรัพย์ที่เป็นหลักประกันเหล่านั้นย่อมได้รับการตรวจสอบเบื้องต้นแล้วว่าเป็นของลูกหนี้จริง เจ้าหนี้จะขอ ให้ จพค. ยึดหลักประกันขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่เจ้าหนี้หาก เป็นหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน เจ้าหนี้จะต้องทำการตรวจสอบ สืบหาว่า ลูกหนี้ มีทรัพย์สินอะไรอยู่ที่ไหนให้ถูกต้องชัดเจนก่อนจะขอให้ จพค. ดำเนินการ ถ้า ไปยึดทรัพย์ที่ไม่ใช่ของลูกหนี้ ก็อาจถูกเจ้าของทรัพย์ที่แท้จริงร้องขอเพิก ถอนการยึด และถ้าก่อให้เกิดความเสียหายขึ้น เจ้าหนี้ยังต้องรับผิดชอบด้วย
การสืบหาทรัพย์สินของลูกหนี้มักจะทำด้วยการไปดูบ้านของลูกหนี้ ตาม ทะเบียนบ้าน หากลูกหนี้มีสถานะเป็นเจ้าบ้าน ซึ่งหมายถึงเป็นหัวหน้า ครอบครัว ก็อาจจะถูกสันนิษฐานไว้ก่อนว่าทรัพย์สินข้าวของต่างๆ ในบ้าน หลังนั้นเป็นของลูกหนี้ แต่ถ้าหากลูกหนี้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ในสถานะผู้อาศัย เจ้าหนี้จะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมากที่จะไม่ไปยึดทรัพย์ ของคนอื่นที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายจนถูกฟ้องกลับได้

     ด้วยวิธีนี้เอง จึงเกิดเรื่องยอดฮิตที่ลูกหนี้จะรีบเปลี่ยนแปลงข้อมูลในทะเบียนบ้านด้วยการลดสถานะตัวเองในทะเบียนบ้านจากเจ้าบ้านมา เป็น ผู้อาศัย หรือย้ายชื่อตัวเองออกไปอยู่ทะเบียนบ้านอื่น และอาจถึงขั้นจดทะเบียนหย่ากับคู่สมรส เพื่อหวังจะหลบหนี้ ซึ่งลูกหนี้บางรายทำแล้วอาจ หลีกเลี่ยงได้ แต่ส่วนใหญ่มักจะทิ้งร่องรอยให้เจ้าหนี้สามารถตามสืบ จน เจอทรัพย์สินที่ลูกหนี้แอบซ่อนไว้ได้ในที่สุด
     การที่ลูกหนี้ลักลอบโอนทรัพย์สินออกไปไว้ในชื่อคนอื่น ถ้าเป็นการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินเพื่อหลบเลี่ยงการบังคับคดีของเจ้าหนี้ จะมีความ ผิดทางอาญาฐานฉ้อโกงเจ้าหนี้ ซึ่งเป็นการทำคดีแพ่งให้กลายเป็นคดีอาญา โดยเจตนาหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ได้ นอกจากนี้ ยังมีความผิดทางแพ่ง ที่อาจถูก เจ้าหนี้ฟ้องเพิกถอนการโอนทรัพย์ให้ผู้รับโอนคืนมาเป็นของลูกหนี้ เมื่อเจ้าหนี้ได้เบาะแสที่ชัดเจนแล้วว่าลูกหนี้มีทรัพย์สินอยู่ที่ใด ก็จะขอให้ จพค. ทำการยึดทรัพย์นั้น ในกรณีที่ยึดอสังหาริมทรัพย์ จพค. จะแจ้งการยึด ไปยังสำนักงานที่ดินให้ระงับการจดทะเบียนต่างๆ ไว้ ถ้าหากเป็นการยึดทรัพย์ ที่เคลื่อนย้ายได้      หลังจากทำเอกสารการยึดแล้ว เจ้าหนี้อาจจะฝากทรัพย์ นั้นไว้ ณ ที่ตั้งทรัพย์ หรือจะขนทรัพย์ที่ยึดไปยังสถานเก็บรักษาทรัพย์ก็ได้ ซึ่งการยึดโดยวิธีขนทรัพย์นี้ หากลูกหนี้ขัดขวาง เช่น พูดอาฆาตมาดร้าย, ปล่อยสุนัขออกมาข่มขู่ หรือถึงขั้นเตรียมยุทโธปกรณ์ละก้อ สภาพกระอักกระอ่วนและความโกลาหลก็จะเกิดขึ้น
หลังจากนั้น จพค. จะทำการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดด้วยวิธีประมูล ซึ่งมีหลักเกณฑ์ว่าในการขายทอดตลาดสี่ครั้งแรก หากครั้งใด ครั้งหนึ่งมีผู้เข้า ประมูลให้ราคาถึง 80 เปอร์เซ็นต์ของราคาประเมินทรัพย์ นั้น จพค. ก็จะทำการขาย ในกรณีที่ไม่มีผู้ให้ราคาถึงเกณฑ์ดังกล่าว ในการขายทอดตลาด ครั้งที่ 5 เป็นต้นไป หากมีผู้เข้าประมูลให้ราคาถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของราคา ประเมินทรัพย์นั้น จพค. จะทำการขายให้แก่ผู้ให้ราคาสูงสุด
     ส่วนการอายัด คือ กรณีที่ลูกหนี้มีสิทธิได้รับเงินหรือทรัพย์สินจากบุคคล ภายนอก เช่น ลูกหนี้มีสิทธิได้รับเงินเดือนจากนายจ้าง หรือมีสิทธิได้รับ เงินฝากของตัวเองที่ฝากไว้กับธนาคาร หรือมีสิทธิได้รับทรัพย์สินที่บุคคล ภายนอกมีหน้าที่ต้องส่งมอบให้แก่ลูกหนี้ ในกรณีนี้ จพค. จะทำคำสั่งอายัด เงินหรือทรัพย์สินนั้นถึงบุคคลภายนอกให้ระงับการส่งเงินหรือทรัพย์สิน แก่ลูกหนี้ โดยให้ส่งเงินหรือทรัพย์สินมาให้แก่ จพค. แทน
     ลูกหนี้ประเภทเป็นลูกจ้างที่กินเงินเดือนนายจ้างจึงต้องรับภาระความ คับแค้นจากการถูกอายัดเงินเดือน โดยทั่วไปจะถูกแจ้งอายัดเงินเดือนและรายได้ต่างๆ เช่น ค่าคอมมิชชั่นหรือโบนัส ในอัตรา 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนายจ้าง จะต้องทำการหักเงินของลูกจ้างในอัตราดังกล่าวไว้ แล้วนำส่งให้ จพค.
     โจทก์หรือเจ้าหนี้มีสิทธิขอให้ทำการบังคับคดีภายใน 10 ปี นับตั้งแต่ วันที่ศาลอ่านคำพิพากษาสุดท้าย และก่อนครบ 10 ปี หากปรากฏว่ายัง มีหนี้คงเหลือในกรณีบุคคลธรรมดาเกินกว่าหนึ่งล้านบาท ส่วนนิติบุคคล มีหนี้คงเหลือเกินกว่าสองล้านบาท เจ้าหนี้ยังมีสิทธิที่จะฟ้องลูกหนี้ให้เป็น บุคคลล้มละลายได้อีกต่างหาก
     จากมาตรการต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าการเป็นหนี้และการเป็นคดีความ ย่อมทำให้ผู้เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ต่าง ต้องระทมทุกข์เดือดเนื้อร้อนใจกันอย่างที่สุด จึงควรต้องพยายาม
ประคับประคองตัวไม่ให้เป็นหนี้ หากชะตากรรมลิขิตให้ต้องไปเป็นหนี้แล้ว ก็ควรจะต้องพยายามหาทางประนอมหนี้ทั้งก่อนฟ้องและหลังฟ้องคดีให้ สำเร็จ มิเช่นนั้น อาจจะต้องถูกยึดทรัพย์ และสุดท้ายยังต้องถูกฟ้องคดี ล้มละลายอีก ก็คงบอกได้ว่า ตัวใครตัวมัน
พบกันใหม่ฉบับหน้านะครับ