
ในยามที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์อย่างในปัจจุบัน การก่อหนี้อาจเป็นเรื่องที่ไม่น่าพิสมัยนักสำหรับคนกลุ่มหนึ่ง แต่ท่านผู้อ่านก็คงไม่อยากก่อหนี้มากเกินตัว จนต้องมีภาระหนี้สินอีนุงตุงนัง ประเด็น ก็คือ จะมีหนี้สักเท่าไร จึงจะเรียกว่าไม่มากเกินไปหรือไม่มากเกินตัว หนี้ประเภทไหน ที่น่าจะจัดการด้วยการใช้เครดิต แทนที่จะจ่ายเงินสด
เพื่อช่วยให้ท่านตัดสินใจได้ถูกต้องในเรื่องการ ก่อหนี้ส่วนบุคคลหรือ Personal debt บทความนี้ จะแสดงให้เห็นว่าระดับของการผ่อนหนี้บ้าน รถยนต์ บัตรเครดิต และการเรียนควรอยู่ในอัตราเท่าใด จึงจะเรียกว่าเหมาะสม รวมทั้งจะอธิบายวิธีที่ดีที่สุดในการจัดการหนี้ส่วนตัวของ ท่านด้วย
ในโลกแห่งการบริโภคนิยมนั้น เป็นเรื่องที่ เป็นไปไม่ได้ทีเดียวที่คนเราจะดำรงชีวิตในสังคม เมืองโดยไม่มีการก่อหนี้ คนส่วนใหญ่ของสังคมไม่ สามารถจ่ายค่าซื้อบ้านเป็นเงินสด หรือซื้อรถ ด้วยเงินสด จ่ายค่าเล่าเรียนบุตรหลานเป็นเงินสด (ยกเว้นกรณีส่งบุตรหลานไปศึกษาต่อต่างประเทศ ซึ่งจะต้องชำระเงินสดในสกุลเงินต่างประเทศ) แต่ พวกเราส่วนใหญ่ก็มักจะปล่อยให้มีหนี้สินบานตะไท จนไม่สามารถจัดการได้
ตามหลักของการบริหารการเงินที่ดีนั้น ผู้ เชี่ยวชาญบอกว่าภาระหนี้ที่เป็นระยะยาวต่อเดือน ควรมีไม่เกิน 36 เปอร์เซ็นต์ของรายรับต่อเดือนตัวเลขนี้เป็นสิ่งที่นายธนาคารจะให้ความสำคัญ เมื่อพิจารณาความน่าเชื่อถือทางการเงินของลูกหนี้
อย่างไรก็ดี หากมองในอีกขั้วหนึ่ง การไม่มี หนี้สินเลยก็ถือเป็นวิธีบริหารการเงินที่ไม่ชาญฉลาดเท่าใดนัก แม้เป็นเรื่องฉุกเฉินก็เถอะ เพราะคุณจะต้องจ่ายเงินสดสำรองของคุณออกไปแทนที่จะใช้ เครดิตได้ ความท้าทายตรงนี้อยู่ที่ว่าการเรียนรู้ที่จะ ตัดสินใจได้อย่างถูกต้องว่าค่าใช้จ่ายประเภทใดที่ ควรจะชำระด้วยการก่อหนี้ และประเภทใดที่ ไม่ควร จากนั้นก็บริหารเงินที่คุณกู้ยืมมาให้ถูกต้อง เหมาะสม
ก่อนที่จะไปดูรายละเอียดในเรื่องนี้ ขอให้ท่านผู้อ่านลองทำแบบสอบถาม 8 ข้อนี้เพื่อที่จะดูว่าท่านมีปัญหาเรื่องการบริหารหนี้ส่วนตัวหรือไม่?
ถ้าคุณทำแบบสอบถามนี้แล้ว
ได้คะแนนต่ำกว่า 10 คะแนน
คุณก็ไม่ต้อง อ่านตอนต่อไปของบทความนี้ เพราะคุณสามารถบริหารหนี้ของคุณได้อย่าง ยอดเยี่ยมแล้ว
แต่ถ้าคะแนนออกมาอยู่ระหว่าง 15-30 คะแนน
ก็ยังถือว่า บริหารหนี้ส่วนตัวได้ดีอยู่ แต่คุณต้องมีความระมัดระวังรอบคอบสักหน่อย?
ส่วนคนที่ได้คะแนนมากกว่า 30 แต้มขึ้นไป
ผมขอแนะนำว่าคุณควรจะอ่านข้อเขียนของผมต่อ เพราะคุณมีแววว่ากำลังเผชิญหน้าปัญหาหนี้แบบ แก้ไม่ตกเสียแล้ว
โดยทั่วไป การตัดสินใจที่จะก่อหนี้ยืมสินมัก ไม่ได้มีเหตุมาจากประเด็นที่ว่าคุณมีเงินสดมาก น้อยสักเท่าไร แต่จะมาจากเหตุผลที่ว่ามันมีลู่ทาง อะไรไหมที่จะทำให้เงินงอกเงยขึ้นมาได้อีกบ้าง ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยต่ำมากอย่างตอนนี้ คุณลองคำนวณเล่นๆ ดูซิว่าคุณมีค่าใช้จ่ายด้านดอกเบี้ย เงินกู้สักเท่าไร เทียบกับว่าคุณจะได้ดอกผลเท่าไร หากเอาเงินจำนวนเดียวกันนี้ไปลงทุน ถ้าคุณคิด ว่าคุณสามารถสร้างผลตอบแทนจากการนำเงินสด ของคุณเองไปลงทุนให้งอกเงยขึ้นมามากกว่าที่คุณจะต้องจ่ายดอกเบี้ยละก็ กู้มาลงทุนดูจะคุ้ม มากกว่านะ
ต่อไปนี้คือเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ในการสร้างผล ตอบแทนที่ดีที่สุดจากจากการมีหนี้ส่วนตัว
หนี้สินรวม
ผู้ปล่อยกู้โดยทั่วไปมักจะมีธรรมเนียมปฏิบัติ ว่าจะอนุมัติวงเงินสินเชื่อ โดยไม่ให้ลูกหนี้ต้องมี ภาระการส่งค่างวดมากเกินกว่า 28 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้ขั้นต้น และภาระการชำระหนี้ต่อเดือน ก็ต้องไม่ให้เกินกว่าอัตรา 36 เปอร์เซ็นต์ ของ รายได้สุทธิ อย่างไรก็ดี ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยต่ำ มากเป็นประวัติการณ์อย่างในเวลานี้ ผู้ให้กู้ก็ยอม ที่จะปล่อยวงเงิน ซึ่งก็ทำให้ลูกหนี้มีภาระหนี้รวม อยู่ระหว่าง 40 - 50 เปอร์เซ็นต์ แต่คำถามใหญ่ ก็คือคุณยินดีที่จะก่อหนี้มากขนาดนั้นหรือไม่?วิธีที่จะมองว่าคุณควรจะมีหนี้สักเท่าใด ก็คือ พิจารณาการบริหารรายได้ของคุณ (ดูกราฟวงกลม) |
 |
หากคุณจ่ายค่าภาษีเงินได้ 28 เปอร์เซ็นต์ คุณก็มีเงินออมในระดับที่แข็งแรงพอคือ 15 เปอร์เซ็นต์ และคุณมีการผ่อนชำระหนี้รายเดือน อีก 40 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นคุณก็จะมีเงินติดมือ สำหรับจับจ่ายใช้สอยในอัตรา 20 เปอร์เซ็นต์ คุณคิดว่านี่เป็นการแบ่งสันปันส่วนที่ทำให้คุณ ดำรงชีวิตอยู่ได้หรือไม่
ขอบอกตามตรงว่าโดยหลักการที่เป็นที่ยึดถือ กันโดยทั่วไปแล้ว ภาระหนี้ที่มีมากกว่าอัตรา 40 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้ขั้นต้นของแต่ละเดือน ถือ เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าคุณกำลังเข้าสู่สถานการณ์วิกฤติ ในการบริหารเงินแล้ว
ผ่อนหนี้บ้าน
การที่คนเราจะจ่ายเงินค่าซื้อบ้านเป็นเงินสดนั้น ถือว่ามีความเป็นไปได้หรือมีโอกาสน้อยมาก เว้นเสียแต่ว่าคุณเป็นมหาเศรษฐี ดังนั้นเมื่อคุณจะไปขอสินเชื่อซื้อบ้าน มันก็มีเหตุผลอยู่หากคุณ ต้องการวางเงินดาวน์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อที่ว่าคุณจะได้จ่ายดอกเบี้ยน้อย แต่การทำ แบบนี้ก็ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดเสมอไป
คุณควรจะพิจารณาแง่มุมอื่นๆ ประกอบด้วย เช่น คุณจำเป็นต้องมีการสำรองเงินสดไว้เท่าไร หรือเงินที่คุณเอาไปลงทุนไว้ได้ดอกผลเท่าไร แม้ โดยทั่วไปสินเชื่อเพื่อซื้อบ้านจะมีอัตราดอกเบี้ยต่ำ กว่าสินเชื่อประเภทอื่นๆ และคุณยังเอาไปคำนวณ ลดภาษีได้ด้วย แต่การเอาเงินสดทั้งหมดไปวาง ดาวน์บ้านก็ไม่ถือว่าเป็นวิธีที่ฉลาดนักและคุณยังมีภาระหนี้ด้านอื่นๆ อีก
อัตราการวางเงินดาวน์ที่เหมาะสมอยู่ที่ 20-30 เปอร์เซ็นต์ ของราคาบ้าน และก็ถือเป็นหลัก ปฏิบัติทั่วไปของการขอสินเชื่อซื้อบ้านด้วย
เงินกู้เพื่อการศึกษา
เมื่อถึงเวลาที่คุณต้องจ่ายค่าเล่าเรียนบุตรหลานในระดับอุดมศึกษา การอนุญาตให้พวกเขากู้เงิน
มาเรียนก็เป็นวิธีคิดที่น่าสนใจ น่าจะดีกว่าที่ คุณต้องขายสินทรัพย์หรือกู้จากกองทุนบำนาญ ของคุณ เหตุผลที่น่าจะทำอย่างนั้นก็คือมี แหล่งเงินกู้เพื่อการศึกษาอยู่เป็นจำนวนมาก แต่จะไม่มี ใครยอมปล่อยกู้เพื่อให้คุณเอาเงินไปใช้ยามเกษียณ อายุเป็นแน่ จริงๆ แล้ววิธีจัดการที่ดีที่สุด ก็คือ การเก็บหอมรอมริบให้ได้มากที่สุด เพื่อ เอาไว้ใช้ เป็นทุนการศึกษาให้ลูก เก็บได้เท่าไรก็เท่านั้น ส่วนที่ขาดก็ให้ลูกๆ ไปกู้ยืมเอาได้ โดยเฉพาะ ในกรณีที่มีเงินกู้ สำหรับนักเรียนนักศึกษาหรือ มีทุนการศึกษา
โดยทั่วไป ผู้กู้ที่เป็นนักศึกษาสามารถส่ง ค่างวดได้ในอัตรา 12 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ แต่หากคุณเป็นผู้ปกครอง จะต้องกู้เพื่อจ่ายค่า เล่าเรียนลูกเท่าไร เป็นเรื่องยากที่จะบอกอัตรา ส่วนได้ชัดเจน มันเป็นเรื่องที่จะต้องทำให้เกิด สมดุล แต่หลักใหญ่ใจความก็อยู่ที่ว่าคุณต้องชำระหนี้เงินกู้ประเภทนี้ให้หมดก่อนที่คุณจะถึงเวลา เกษียณอายุ
รายละเอียดเรื่องการออมเงินเพื่อการศึกษา ของลูก สามารถหาอ่านได้จากนิตยสาร M&W ฉบับเดือนมิถุนายน. 2546
สินเชื่อรถยนต์
วิธีที่จะทำไฟแนนซ์รถยนต์ให้ดีที่สุดก็คือคุณ ต้องคิดก่อนว่าจะใช้รถนานกี่ปี เพราะราคารถยนต์ จะร่วงลงในทันทีที่คุณถอยมันออกจากโชว์รูม และคุณก็ต้องดูด้วยว่าคุณมีเงินสดอยู่ในมือเท่าไร ถ้าคุณสามารถจ่ายเงินซื้อรถได้หมดในคราวเดียว มันก็เป็นเรื่องที่น่าจะทำหากคุณคิดจะเก็บรถคันนี้ ไว้เป็นเวลานาน หรือเก็บไว้นานกว่าช่วงเวลาที่ ต้องจ่ายเงินค่าผ่อนรถ พูดง่ายๆ ก็คือนานกว่า 5 ปี นอกจากนี้ หากคุณเอาเงินก้อนนี้ไปลงทุน แล้วได้ผลตอบแทนน้อยกว่าจำนวนเงินที่คุณต้อง จ่ายดอกเบี้ยผ่อนรถ มันก็เป็นการฉลาดที่คุณจะเอาเงินสดก้อนนี้ไปจ่ายให้หมดในคราวเดียวเพื่อซื้อรถยนต์ ปัจจัยอีกอย่างที่สนับสนุนให้คุณเลือกวิธี จ่ายค่าซื้อรถหมดในคราวเดียวคือสถานการณ์ที่ อัตราดอกเบี้ยต่ำมาก (เพราะการที่จะเอาเงินก้อน จำนวนนี้ไปแสวงหาผลตอบแทนอัตราสูงๆ คง เป็นเรื่องทำได้ยาก)
อย่างไรก็ดี คนส่วนมากไม่สามารถซื้อรถยนต์ ใหม่โดยจ่ายเงินสดในคราวเดียว 100 เปอร์เซ็นต์ ได้ สิ่งที่ต้องทำก็คือวางเงินดาวน์ให้มากที่สุดเท่าที่ จะทำได้ โดยไม่ให้ค่าใช้จ่ายตรงนี้ไปเบียดบังค่า ใช้จ่ายรายการอื่นๆ หรือในส่วนที่เป็นเงินสำรอง ฉุกเฉิน โดยทั่วไปคุณต้องวางเงินดาวน์ขั้นต่ำ 10 เปอร์เซ็นต์ของราคารถ
การทำไฟแนนซ์รถยนต์เป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่สุด ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าคุณจะขับรถใหม่คันนี้ไป อีกนาน แม้คุณจะจ่ายค่างวดหมดแล้วก็ตาม
หากคุณไปขอสินเชื่อจากธนาคารเพื่อเอามาซื้อรถยนต์ใหม่ ธนาคารจะให้วงเงินสินเชื่อคุณมากกว่า ที่คุณจำเป็นต้องใช้ คุณอาจต้องจ่ายค่าผ่อนรถ ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ขั้นต้น แต่คน ซื้อรถใหม่ที่เป็นกลุ่มคนหนุ่มสาวและยังมีรายได้ ต่ำอยู่ อาจต้องการเงินกู้มากสักหน่อยเพื่อซื้อ รถใหม่ แต่นั่นก็เป็นการทำตามใจตัวเองมากไปสักหน่อย อย่าลืมว่ารถยนต์เป็นสินทรัพย์ที่เสื่อม ค่าลงตลอดเวลา
โดยความเห็นส่วนตัวแล้ว ผมขอบอกว่าคุณ ควรจ่ายค่าผ่อนรถในอัตราไม่เกิน 15 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้สุทธิ ตราบใดที่คุณไม่มีภาระหนี้สิน ก้อนใหญ่อื่นๆ นอกเหนือจากค่าผ่อนรถคันใหม่นี้
ดอกเบี้ยผ่อนรถ 0 เปอร์เซ็นต์ เป็นเงื่อนไขที่ น่าสนใจมาก แต่คุณต้องดูให้ดีๆ นะครับ เพราะสินเชื่อประเภทนี้มักจะใช้แทนส่วนลดเงินสดดังนั้นก่อนที่คุณจะรีบรับข้อเสนออัตราดอกเบี้ยที่ น่าจูงใจนี้ ควรคิดคำนวณให้ดีว่ามันจะเป็นการ ประหยัดกว่าหรือเปล่าหากคุณใช้เงินกู้อัตรา ดอกเบี้ยต่ำ แล้วเปลี่ยนส่วนลดเงินสดนั้นมาเป็น เงินวางดาวน์แทน
สินเชื่อบัตรเครดิต
ในประเด็นที่เป็นเรื่องของการชำระหนี้บัตร เครดิต คุณควรตั้งเป้าหมายว่าจะต้องทำให้ตัวเลข หนี้เป็นศูนย์ แน่นอนว่าการชำระหนี้บัตรเครดิต ให้หมดไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ แม้แต่คนที่มีรายได้ สูงๆ ก็ตามเถอะ หนี้บัตรเครดิตอาจกลายเป็น ปีศาจที่คอยหลอกหลอน เช่น มันอาจจะมาจาก รายการค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลที่ไม่ คาดหมาย เป็นต้น แต่ในทางทฤษฎีแล้ว คุณควร จะมีเงินเก็บก้อนหนึ่งเพื่อเอาไว้จ่ายค่ารักษา พยาบาลโดยเฉพาะ
คุณไม่ควรจะมียอดหนี้ในบัญชีบัตรเครดิต เกินกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของวงเงินของคุณ และถ้าหากว่าคุณใช้บัตรเครดิตจนใกล้จะเต็มวงเงิน แล้ว คุณอาจต้องไม่ทำตามกฎระเบียบในการชำระหนี้บัตรเครดิตชั่วคราวคือชำระหนี้บัตรที่มีดอกเบี้ย สูงสุดก่อน แต่จำเป็นที่จะต้องชำระบัตรที่ใช้ จำนวนเงินใกล้จะเต็มเสียก่อน
ข้อพึงระมัดระวังอีกอย่างในการใช้บัตรเครดิต คืออย่าเข้าไปติดกับวงเงินขั้นต่ำที่คุณต้องชำระ ถ้า คุณเลือกชำระแต่วงเงินขั้นต่ำ คุณจะจ่ายได้แค่หนี้ ในส่วนที่เป็นดอกเบี้ยเท่านั้น ไม่ได้แตะเงินต้นเลย ณ เพดานอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเครดิตที่ 18 เปอร์เซ็นต์ในปัจจุบัน คุณต้องใช้เวลาหลายปีที เดียวกว่าจะชำระหนี้บัตรเครดิตหมด และยังมี แนวโน้มด้วยว่าคุณจะต้องจ่ายมากกว่าวงเงินที่ คุณใช้ไปจริงๆ
หลุดออกจากการเป็นหนี้
หลักการพื้นฐานที่จะทำให้ภาระหนี้ลดลงนั้น เป็นเรื่องง่ายมาก แต่ว่ายากแสนยากในการปฏิบัติ ข้อแรกเลยก็คือต้องลดรายการจ่ายสิ่งของ ฟุ่มเฟือย ไม่จำเป็นทั้งหลายแหล่ลง แล้วก็เอาเงิน ส่วนเกินนั้นไปจ่ายหนี้ซะ เมื่อคุณตกลงใจได้ แล้วว่าจะใช้เงินจ่ายหนี้ให้มากที่สุดได้เท่าไรใน แต่ละเดือน ให้คุณใช้เงินส่วนมากจ่ายหนี้ก้อนที่มี ดอกเบี้ยสูงที่สุดก่อน ซึ่งปกติก็จะเป็นรายจ่าย หนี้บัตรเครดิต แล้วค่อยใช้เงินส่วนน้อยจ่ายบิลที่ยังพอจะหมุนเงินต่อได้
เมื่อคุณกำจัดหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงสุดไปได้แล้ว (คือจ่ายหนี้ดอกเบี้ยแพงที่สุดหมดแล้ว) ก็เอาเงิน มาจ่ายหนี้ก้อนที่มีดอกเบี้ยแพง รองลงมาเป็น ลำดับถัดไป คุณอาจพิจารณาโยกย้ายบัญชีบัตร เครดิตที่มีดอกเบี้ยแพงๆ ไปหาบัตรที่มีดอกเบี้ย ต่ำกว่า แต่ต้องอ่านสัญญาให้รอบคอบถี่ถ้วน บางทีข้อเสนอดอกเบี้ยต่ำมีผลเพียงช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น ผู้อ่านบางท่านอาจใช้วิธีกู้เงินจาก กองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาจ่ายหนี้บัตรเครดิต แต่ การทำแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่าแนะนำ เพราะหากคุณออกจากงาน คุณอาจต้องจ่ายหนี้เงินกู้ ก้อนนี้ภายในเวลา 3 เดือนหรือในทันทีก็เป็นได้
สำหรับคนส่วนมาก การลดการจับจ่ายใช้สอย สัก 2-3 เดือน จะช่วยแก้ปัญหาหนี้สินได้มาก ทีเดียวแต่ถ้ามันยังไม่พอละก็ควรพยายามลดค่า ใช้จ่ายประจำลง เช่น ลดค่าใช้จ่ายภายในบ้าน ทำรีไฟแนนซ์รถยนต์เพื่อลดภาระดอกเบี้ย และเมื่อคุณสามารถชำระหนี้บัตรเครดิตได้หมด คุณ ต้องระมัดระวังไม่ก่อหนี้บัตรเครดิตมากจนเกิน เลยอีก เพราะคุณยังมีเงินค่างวดก้อนใหญ่ต้อง ชำระอีก (หากต้องการคำแนะนำเรื่องการจัดการ ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีก กรุณาอ่าน M&W ฉบับ เดือนมิถุนายน 2546) |