การวางแผนเพื่อความมั่งคั่ง Wealth Planner
การลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนของคุณด้วยการเลือกลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์
นอกจากการชะงักงันในช่วงหนึ่งที่เพิ่งจะเกิดขึ้น ดูเหมือนว่าปี 2549 จะกลายเป็นปีที่สินค้าโภคภัณฑ์ให้ผลตอบที่เป็นบวกอีกเช่นเคย น้ำมันดิบยังคงยืนระดับราคาที่สูงตระหง่าน ทองคำพุ่งขึ้นสู่ระดับราคาที่สูงที่สุดนับเนื่องตั้งแต่ปี 2524 ที่ผ่านมา แร่เงินมีราคาที่สูงที่สุดในรอบ 19 ปี ทองแดงและแพลตินั่มก็ยังไม่วายปรับระดับราคาขึ้นไปสูงสุดด้วยเช่นกัน ระดับความต้องการของตลาดหรืออุปสงค์จากตลาดที่เกิดใหม่ ซึ่งที่เห็นเด่นชัดก็คงจะเป็นประเทศจีน ถือเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ระดับราคาของสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆปรับตัวสูงขึ้นจนหยุดไม่อยู่ หรืออาจจะเป็นเพราะการเก็งกำไรในการถือครองแร่โลหะที่มีค่า หลังจากที่มีข่าวลือออกมาว่า ธนาคารกลางของหลายประเทศอาจจะเปลี่ยนการถือครองจากเงินดอลลาร์สหรัฐมาเป็นสินแร่ประเภทนี้ รวมทั้งความผันผวนทางการเมืองการปกครองในแต่ละประเทศก็ถือเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาของสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆเพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน |
ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนเพื่อหวังผลเติบโตของทรัพย์สิน หรือเพื่อการคุ้มครองความเสี่ยงกับอัตราเงินเฟ้อ การลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ถือว่าเป็นช่องทางการลงทุนที่น่าเชื่อถือได้ โดยไม่จำเป็นต้องผูกติดอยู่กับตลาดหุ้นหรือตลาดตราสารหนี้ ซึ่งการลงทุนในช่องทางนี้จะช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ตโดยรวม และเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น จากที่เห็นได้จากตารางข้างล่างนี้ การเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์เพียงแค่ 5 ถึง 10% คุณก็จะสามารถลดความเสี่ยงการลงทุนจากความเบี่ยงเบนมาตรฐาน Standard Deviation จาก 15% ลดลงเหลือ 12% โดยยังคงได้รับผลตอบแทนในอัตราที่คงเดิม |
![]() |
![]() |
กลวิธีหนึ่งที่คุณจะสามารถลงทุนในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ได้ โดยไม่ต้องเสียต้นทุนการลงทุนที่สูงเกินไป หรือเสี่ยงกับสินค้าเพียงประเภทเดียว นั่นก็คือการลงทุนในกองทุน Finansa Global Open-ended Fund (FGC) ซึ่งเพิ่งได้รับอนุมัติให้จัดตั้งและดำเนินการจากสำนักงานคณะกรรมการ กลต.และจะเปิดขายหน่วยลงทุนครั้งแรกในเดือนมกราคม ปี 2550 ที่จะถึงนี้ โดยกองทุนจะดำเนินการลงทุนโดยตรงใน UBS (Lux) Structured Sicav (RICI) (CHF) B ซึ่งเคลื่อนไหวขึ้นลงตามดัชนี Rogers International Commodity Index ซึ่งประกอบไปด้วยสินค้าโภคภัณฑ์ 35 ประเภท และหากท่านต้องการศึกษากองทุนนี้อย่างละเอียด ขอให้ได้โปรดฉกฉวยโอกาสที่จะเข้าสัมมนาเพื่อรับฟังข้อมูลรายละเอียดของกองทุนนี้ ในวันที่ 14 ธันวาคมที่จะถึงนี้ ณ โรงแรมแกรนด์ไฮแอทเอราวัณ กรุงเทพฯ ซึ่งทางเราจะได้จัดส่งบัตรเชิญมายังท่านในเร็วๆนี้
ในช่วงต้นทศวรรษที่ผ่านมา สินค้าโภคภัณฑ์หรือ Commodities ถูกมองว่าจะมาเป็นส่วนที่เติมกำไรให้กับพอร์ที่มีการกระจายการลงทุนในแบบดั้งเดิม เหตุที่ถูกมองเช่นนั้นก็เพราะสินค้าโภคภัณฑ์ไม่ค่อยมีความเกี่ยวข้องกับสินทรัพย์เพื่อการลงทุนตัวอื่นๆมากนัก ยิ่งไปกว่านั้น การที่จีนมีการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาชุมชนเมืองขยายตัวออกไป ผนวกกับเศรษฐกิจที่กำลังพัฒนาของประเทศอื่นๆ จึงทำให้การลงทุนเพื่อการพัฒนาด้านเหมืองแร่ในทศวรรษ 1990 เกิดขึ้นไม่มากนัก ส่งผลให้ราคาสินคาโภคภัณฑ์ยังมีราคาดีอยู่ พูดง่ายๆก็คือเหล่าผู้จัดการพอร์ตเพื่อการลงทุนต่างมองว่าการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ให้อัตราผลตอบแทนที่ดีและไม่มีความผันผวนด้วย พวกเขาจึงเสาะหาการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์โดยถือเป็นสินทรัพย์ใหม่เพื่อการลงทุน - new asset class
นอกจากนี้ ผู้จัดการพอร์ตลงทุนที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์ ได้เพิ่มความต้องการที่จะลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์รวมทั้งหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับสินค้ากลุ่มนี้มากขึ้นด้วย ทำให้เกิดอัตราผลตอบแทนที่ดีและยังสนองแนวคิดในเรื่องนี้ของผู้บริหารพอร์ตเองด้วย แต่การเร่งรีบเข้าไปลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์อาจก่อให้เกิดความเสียหายในแง่ที่ว่าเป็นการบีบบังคับว่าการลงทุนนี้จะต้องมีอัตราผลตอบแทนที่ดีเสมอไป เพราะการแห่ตามกันไปเช่นนี้ได้ทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีความผันผวนมากขึ้นและมีความเกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ตัวอื่นๆมากขึ้น โดยเฉพาะตัวที่มีความเสี่ยงสูง ดังนั้นผมจึงขอตั้งเป็นคำถามในเรื่องนี้ว่าโภคภัณฑ์ในฐานะที่เป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนประเภทหนึ่งมีความคึกคักถึงที่สุดหรือยังและจะได้รับความสนใจไปอีกสักกี่ปี?
คำตอบสั้นๆในตอนนี้คือ ยังไม่แน่ครับ ยังดูไม่ออกเหมือนกัน !
ผู้จัดการกองทุนที่มีการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาโดยคาดหวังผลตอบแทน(ที่มีการปรับความเสี่ยง)ในระดับสูงอาจจะรู้สึกผิดหวัง ส่วนผู้จัดการกองทุนที่เพิ่มการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงจะได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่า ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงเดือนมกราคม 2546 ถึงเดือนกันยายน 2549 ดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีสินค้าโภคภัณฑ์หลายตัวในสัดส่วนที่เท่าๆกัน คือพลังงาน, โลหะมีค่า, โลหะที่ใช้ในอุตสาหกรรม, พืชผลการเกษตรและสัตว์มีชีวิต มีอัตราผลตอบแทน(ที่ปรับความเสี่ยง)ของสินทรัพย์หลักที่ย่ำแย่ที่สุด
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มสินค้าโภคภัณฑ์ไว้ในพอร์ตจะให้ประโยชน์ในแง่ของการกระจายการลงทุน และยกระดับประสิทธิผลของการลงทุนให้เพิ่มมากขึ้นด้วย (โปรดดู กราฟที่ 1) หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง การเพิ่มสินค้าโภคภัณฑ์ไว้ในพอร์ตในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาช่วยให้ได้รับผลตอบแทนต่อหน่วยความเสี่ยง (unit of risk)สูงขึ้น
กราฟ 1 : เส้นเป็นไปได้ของการลงทุนที่มีประสิทธิภาพของพอร์ตลงทุนทั่วโลก (ม.ค. 2546 ก.ย. 2549)
![]() |
ความสัมพันธ์ (correlation) ระหว่างสินค้าโภคภัณฑ์กับสินทรัพย์เพื่อการลงทุนประเภทอื่นๆทำให้เราทราบเหตุผลว่าทำไมสินค้าโภคภัณฑ์ที่แม้จะมีผลตอบแทนต่ำและมีความเสี่ยงสูง แต่ก็สร้างประโยชน์ต่อพอร์ตการลงทุนได้ (โปรดดู ตาราง 2) โภคภัณฑ์มีความผันผวนของราคาไม่สูงนักเมื่อเทียบกับหุ้น ตราสารหนี้ และอสังหาริมทรัพย์ ทำให้มีประโยชน์หากซื้อโภคภัณฑ์ไว้ในพอร์ตด้วย แต่หากเทียบกับตราสารหนี้ประเภท Inflation-linked bonds จะพบว่ามีค่าความสัมพันธ์ (correlation) สูงขึ้นกว่าตัวอื่นๆ นั่นแสดงว่าโภคภัณฑ์สามารถใช้เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอัตราเงินเฟ้อได้ด้วย ซึ่งก็ไม่น่าประหลาดใจนะครับเพราะราคาสินค้าโภคภัณฑ์ก็ได้รับผลกระทบจากตัวเลขอัตราเงินเฟ้อด้วยเช่นกัน
ตาราง 2 : ค่าความสัมพันธ์ของโภคภัณฑ์โลก (มกราคม 2546-กันยายน 2549)
|
Equities |
Government bonds |
Listed real estate |
Inflation-linked bonds |
Commodities |
Equities |
1.00 |
0.23 |
0.59 |
0.23 |
0.27 |
Government bonds |
0.23 |
1.00 |
0.48 |
0.92 |
0.20 |
Listed real estate |
0.59 |
0.48 |
1.00 |
0.46 |
0.10 |
Inflation-linked bonds |
0.23 |
0.92 |
0.46 |
1.00 |
0.32 |
Commodities |
0.27 |
0.20 |
0.10 |
0.32 |
1.00 |
Source: UBS
คำถามใหญ่ที่อยู่ในใจนักลงทุนก็คือโภคภัณฑ์จะสร้างประโยชน์ต่อพอร์ตการลงทุนในระยะยาวหรือไม่ ประเด็นนี้นับเป็นเรื่องสำคัญเพราะตั้งแต่โภคภัณฑ์มีฐานะเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนที่เป็น กระแสหลัก ค่าความสัมพันธ์ของมันกับสินทรัพย์อื่นๆอาจเพิ่มสูงขึ้น จริงๆแล้วสินค้าโภคภัณฑ์บางตัวก็เหมือนหุ้นและสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงตัวอื่นๆคือมีแนวโน้มที่ราคาจะไหวตัวง่ายต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก และการที่กลุ่มพลังงานและวัตถุดิบมีบทบาทสำคัญในด้านตัวเลขรายได้ของตลาด ก็อาจนำไปสู่ค่าความสัมพันธ์ที่สูงขึ้นมาได้ อย่างไรก็ตามการกระจายการลงทุนไปยังโภคภัณฑ์ด้วยก็ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดความมั่นใจว่ามันจะสร้างประโยชน์ต่อผลตอบแทนรวมของพอร์ตลงทุน
การกระจายการลงทุนด้วยสินค้าโภคภัณฑ์
ดังที่ตั้งข้อสังเกตในกราฟที่ 1 เมื่อเทียบการลงทุนในหุ้น และอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Investment Trusts REITs) ผลตอบแทนของโภคภัณฑ์ตั้งแต่ปี 2546 ไม่น่าประทับใจ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ยังคาใจผมอยู่ครับ โดยเฉพาะเมื่อราคาน้ำมันและโลหะในช่วงเวลาเดียวกันต่างพาเหรดกันเพิ่มสูงขึ้นทั้งสิ้น สาเหตุหนึ่งมาจากการที่ผลตอบแทนของราคาสัตว์มีชีวิตและพืชผลการเกษตรค่อนข้างทรงตัวเมื่อเทียบกับโภคภัณฑ์ตัวอื่นโดยเฉพาะโลหะ ดังนั้น ขณะที่ราคาน้ำมันและโลหะดึงให้ดัชนีโภคภัณฑ์โดยรวมเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ แต่โภคภัณฑ์ที่เรีกว่า soft commodities เหล่านี้กลับเหนี่ยวรั้งเอาไว้
อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานและลักษณะที่แตกต่างหลากหลายของโภคภัณฑ์ก็ชี้ให้เห็นว่าดัชนีหรือพอร์ตที่มีการกระจายการลงทุนเป็นอย่างดีโดยลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ด้วยนั้นจะสร้างประโยชน์ให้การลงทุนได้ จริงๆแล้วพอร์ตการลงทุนในโภคภัณฑ์ที่มีโภคภัณฑ์เพียงแค่พลังงาน โลหะมีค่าและโลหะที่ใช้ในอุตสาหกรรม มีประวัติชี้ว่าให้ทั้งผลตอบแทนต่ำและความเสี่ยงต่ำ ยกตัวอย่างเช่น พอร์ตนั้นจะมีเส้นเป็นไปได้ของการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ (Efficient Frontier) มากกว่า ถ้ามีการลงทุนในโภคภัณฑ์จำพวกพืชผลการเกษตรและสัตว์มีชีวิตรวมอยู่ด้วย เพราะจะทำให้มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของพอร์ตอยู่ที่ 10% แต่หากไม่รวมการลงทุนในโภคภัณฑ์ดังกล่าว ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของพอร์ตก็จะอยู่ที่ 16%
กราฟ 3 เส้นเป็นไปได้ของการลงทุนที่มีประสิทธิภาพของพอร์ตลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ (ม.ค. 2546 ก.ย. 2549)
|
เหตที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะสินค้าโภคภัณฑ์แต่ละประเภทมีความสัมพันธ์กันน้อย แต่ยกเว้นโลหะมีค่าและโลหะที่ใช้ในอุตสาหกรรม โภคภัณฑ์ประเภทสัตว์มีชีวิตมีความสัมพันธ์กับโภคภัณฑ์ประเภทอื่นๆน้อยที่สุด ขณะที่โภคภัณฑ์ตัวอื่นๆก็ไม่ได้บ่งชี้ชัดว่ามีความสัมพันธ์กันในวงกว้าง กล่าวอย่างสั้นๆก็คือพอร์ตลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีการกระจายในหลายๆตัว จะช่วยลดความเสี่ยงและทำให้ผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้น
ตาราง 4 : ความสัมพันธ์ของโภคภัณฑ์แต่ละชนิด (ม.ค. 2546 ก.ย. 2549)
|
Agriculture |
Energy |
Industrial metals |
Livestock |
Precious metals |
Agriculture |
1.00 |
-0.14 |
0.19 |
-0.02 |
0.26 |
Energy |
-0.14 |
1.00 |
0.25 |
-0.03 |
0.16 |
Industrial metals |
0.19 |
0.25 |
1.00 |
-0.09 |
0.57 |
Livestock |
-0.02 |
-0.03 |
-0.09 |
1.00 |
-0.02 |
Precious metals |
0.26 |
0.16 |
0.57 |
-0.02 |
1.00 |
Source: UBS
โภคภัณฑ์แต่ละชนิดมีความสัมพันธ์กันน้อยเช่นนี้ จะดำรงอยู่อีกนานหรือไม่? ผมมองว่าตราบเท่าที่สินค้าโภคภัณฑ์กลุ่มที่เรียกว่า Soft commodities คือพืชพลเกษตรและสัตว์มีชีวิต ยังไม่ได้รับความสนใจลงทุนมากเหมือนอย่างพลังงาน (เช่น น้ำมัน ฯลฯ) และโลหะที่ใช้ในอุตสาหกรรม รวมทั้งไม่ถูกขับดันโดยปัจจัยพื้นฐานบางอย่างที่ไม่มีความเกี่ยวข้องด้วย คำตอบคือ ใช่ ครับ เพราะโดยธรรมชาติของวัฏจักรของพลังงานและโลหะ มันก็ทำให้โภคภัณฑ์ 2 ตัวนี้มีความสัมพันธ์กันค่อนข้างมาก แต่หากมาดูเทียบกับ soft commodities แล้ว จะมีความสัมพันธ์ด้วยน้อยกว่า โปรดดูในตาราง 4 พืชผลเกษตรกรรมและสัตว์มีชีวิตเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบจากสภาพลมฟ้าอากาศและรูปแบบในการเก็บเกี่ยวผลผลิต แต่ได้รับผลกระทบน้อยจากกิจกรรมที่เกิดขึ้นตามวัฏจักรเศรษฐกิจ
กล่าวโดยสรุป การนำสินค้าโภคภัณฑ์เข้ามาใส่ในพอร์ตลงทุนได้ให้ผลตอบแทนตามที่ควรจะเป็นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเห็นได้จากผลตอบแทนที่มีการปรับความเสี่ยงแล้วมีการปรับตัวดีขึ้น เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าธรรมชาติของโภคภัณฑ์ที่ไม่มีความสัมพันธ์กับสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ มากกว่าประเด็นที่ว่าสินค้าโภคภัณฑ์มีผลตอบแทนที่ดีขึ้นโดยตัวมันเอง
การกระจายความเสี่ยงโดยเลือกลงทุนในโภคภัณฑ์หลายชนิดก็เป็นเรื่องที่มีความสำคัญนะครับ ในแง่นี้ โภคภัณฑ์ 5 กลุ่มหลัก (พลังงาน, โลหะที่ใช้ในอุตสาหกรรม, โลหะมีค่า, พืชผลการเกษตร และสัตว์มีชีวิต) มีความสัมพันธ์ต่อกันไม่มากนัก ทั้งนี้ในพอร์ตที่มี soft commodities (หมายถึงพืชผลการเกษตรและสัตว์มีชีวิต) มากกว่า hard commodities (หมายถึง พลังงาน และโลหะ) จะช่วยยกระดับอัตราผลตอบแทนขึ้นมาได้อย่างมีนัยยะสำคัญ แม้ว่าผลตอบแทนนั้นจะต่ำไปหน่อยก็ตามครับ