Wealth Planner:
Peak or Pause?

          ตลาดหุ้นทั่วโลกในปัจจุบันมีความอ่อนไหวต่อสภาพเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกามากขึ้นกว่าแต่ก่อน ความไม่แน่นอนของแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินของสหรัฐ และมุมมองเศรษฐกิจของสหรัฐในปีหน้าทำให้นักลงทุนทั่วโลกวิตกกังวลมากยิ่งขึ้น คำถาม 3 ข้อที่ควรนำมาพิจารณา ได้แก่

                   อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐในปัจจุบันขึ้นถึงจุดสูงสุดหรือยัง
                   ภายใน 12 เดือนจากนี้ เศรษฐกิจของสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะถดถอยหรือไม่
                   ตลาดหุ้นสหรัฐจะฟื้นตัวหรือไม่

          จากข้อมูลที่ผ่านมาพบว่าตลาดหุ้นสหรัฐจะพลิกฟื้นหลังจากธนาคารกลางสหรัฐยุตินโยบายอัตราดอกเบี้ยตึงตัวภายใต้เงื่อนไขที่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย เป็นเวลาหลายเดือนแล้วที่การจ้างงานมีอัตราการเจริญเติบโตต่ำกว่าที่คาดหมาย และภาคอสังหาริมทรัพย์ส่งสัญญาณชะลอตัวลง ธนาคารกลางสหรัฐจึงตรึงอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 5.25 % ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นการชะลอตัวครั้งแรกตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2547 ถ้ามอง federal-funds ในตลาดซื้อขายล่วงหน้า พบว่าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นจะปรับลดในปีหน้า ซึ่งหมายถึงธนาคารกลางสหรัฐพยายามมากเกินไปที่จะรักษาอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับต่ำตามที่ควรจะเป็น

          อย่างไรก็ดี ถ้าเราวิเคราะห์ให้ลึกซึ้ง ความกดดันเรื่องเงินเฟ้อยังมีอยู่ เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาอัตราเงินเฟ้อโดยรวมเพิ่มขึ้น 0.3% คิดเป็น 4.1% ใน 1 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่ค่าแรงมีแนวโน้มสูงขึ้นและราคาเชื้อเพลิงยังคงแกว่งตัวซึ่งมีผลต่ออัตราเงินเฟ้อทั้งสิ้น สรุปแล้ว เรามองว่าอัตราดอกเบี้ยใกล้ถึงจุดสูงสุดแล้ว แต่นักลงทุนไม่คิดเช่นนั้นซึ่งสังเกตได้จากอัตราดอกเบี้ยของ federal-funds ในตลาดซื้อขายล่วงหน้า เพราะหากดอกเบี้ยยังคงขึ้นต่อไป ก็อาจเป็นสาเหตุให้การลงทุนเปลี่ยนทิศทางได้

ดังนั้น เราจึงแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนใน Global Allocation Fund มากกว่าการลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะในยามที่ประเทศไทยยังมีความไม่แน่นอนทางการเมือง



Source: Bloomberg, S&P, SET and MSCI as of 15 August 2006