Wealth Planner :
วิธีการใช้เงินเกษียณ (ก้อนสุดท้าย) ให้นานที่สุด

การวางแผนเพื่อการเกษียณอายุไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากการประเมินว่าเราควรมีเงินเท่าไหร่จึงมากพอที่จะมีชีวิตหลังเกษียณที่สุขสบายได้นั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก และนั่นไม่ใช่เพียงคำถามเดียวที่อยู่ในใจ แต่มีอีก 3 คำถามเข้ามาเกี่ยวข้องนั่นคือ

          คำถามแรกหาคำตอบได้ไม่ค่อยยากเท่าไหร่ ตามหลักการวางแผนด้านการลงทุนบอกเอาไว้ว่า คนธรรมดาทั่วไปจะมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินชีวิตหลังเกษียณและก่อนเกษียณใกล้เคียงกัน คือราว 60-80 % ของรายได้ ส่วนคำถามที่สองคือความคาดหมายว่าอายุของท่านจะยืนยาวไปถึงเมื่อไหร่ ถึงแม้ว่าแต่ละคนจะมีอายุยืนยาวไม่เท่ากัน แต่ลองประมาณคร่าว ๆ ได้ว่าท่านอาจจะมีชีวิตหลังเกษียณไปอีกประมาณ 20-25 ปี ตัวอย่างเช่น ถ้าท่านเกษียณอายุการทำงานตอนอายุ 60 ปี ท่านน่าจะต้องมีเงินสำรองไว้ใช้หลังจากที่ไม่มีรายได้ประจำไปถึงอายุ 85 ปี หรือกว่านั้น สำหรับคำถามสุดท้าย แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อสะสมที่ผ่านมาค่อนข้างต่ำ แต่ก็สามารถมีผลกระทบกับเงินออมเพื่อการเกษียณของเราได้อย่างมากมายจนคาดไม่ถึงทีเดียว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ฉบับแรกเมื่อ 60 ปีที่แล้วมีราคาเพียง 1 บาท ขณะที่ปัจจุบันราคานั้นได้ขึ้นไปถึงฉบับละ 25 บาท คิดเป็น 2,400% หรือ 40% ต่อปี ท่านพอมองเห็นภาพบ้างแล้วใช่ไหม ?

          สมมติว่าท่านตอบคำถามทั้ง 3 ข้อข้างต้นเรียบร้อยแล้ว ต่อไปคือขั้นตอนที่จะนำข้อมูลทุกอย่างมาประกอบกัน และหาคำตอบว่าเมื่อใดที่ท่านจะใช้เงินก้อนที่ได้รับมาตอนเกษียณอายุจนหมด สมมติว่าท่านเพิ่งเกษียณอายุและมีเงินเก็บประมาณ 10 ล้านบาท และพบว่าต้องใช้จ่ายเงินปีละ 1 ล้านบาท ดังนั้นต้องถอนเงินปีละ 10 % ของเงินออมที่มี และสมมติว่านำเงินที่เหลือไปลงทุนและได้รับอัตราผลตอบแทนปีละ 5 % ดูจากตารางข้างล่างจะพบว่าเงินออมที่มีจะหมดภายใน 14 ปี ในขณะที่ถ้าลงทุนได้รับอัตราผลตอบแทนปีละ 9 % เงินออมที่มีจะหมดภายใน 26 ปี ดังนั้นปัจจัยที่มีผลต่อเงินก้อนสุดท้ายว่าจะหมดเร็วหรือช้าเพียงใดก็คือค่าใช้จ่ายต่อปีและที่สำคัญที่สุด คือ ท่านนำเงินไปลงทุนอย่างไร การที่ท่านเกษียณอายุการทำงานแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้เงินของท่านเกษียณอายุการทำงานไปด้วย บลจ. ฟินันซ่า จำกัด มีบริการให้คำแนะนำด้านการลงทุนสำหรับท่านที่เกษียณแล้ว โปรดติดต่อผู้ให้คำแนะนำการลงทุนของเรา ท่านจะทราบว่าท่านสามารถยืดอายุเงินก้อนสุดท้ายของท่านออกไปอย่างไร !

          ตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มแกว่งตัวตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเรื่อยมาจนถึงเดือนกรกฎาคม เนื่องจากนักลงทุนมีปฏิกิริยาสนองตอบกับการประกาศนโยบายการเงินตลอดจนความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้น ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายนเป็นต้นมา ความเคลื่อนไหวเฉลี่ยของ MSCI All Country World Index ย้อนหลังไปประมาณ 10 สัปดาห์อยู่ที่ประมาณ 15-20 % ซึ่งเราเห็นตัวเลขนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อครึ่งแรกของปี 2546 เป็นช่วงที่สหรัฐอเมริกาบุกอิรัก ซึ่งชี้ให้เห็นว่าโลกของเราขณะนี้เต็มไปด้วยปัจจัยลบต่าง ๆ ที่เข้ามาเป็นระลอก ตั้งแต่การเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ย อัตราเงินเฟ้อ ผู้ก่อการร้าย ราคาน้ำมัน และอื่น ๆ ถือได้ว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่จะก้าวต่อไป และการก้าวต่อไปก็เป็นสิ่งที่ท้าทายมากทีเดียว

Chart 1  

          ไม่น่าแปลกใจเลยที่นักลงทุนหันไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงปลอดภัยมากกว่าการลงทุนในตลาดหุ้น เนื่องจากการยอมรับความผันผวนจากการลงทุนในหุ้นมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว อย่างไรก็ดีทุกอย่างมีทางออกเสมอ จากอัตราผลตอบแทนย้อนหลังของการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ 3 ทศวรรษที่ผ่านมา (ปี 2522-2548) แสดงให้เห็นว่าการจัดพอร์ตการลงทุนที่ผสมผสานระหว่างหุ้น Large Cap 40 % หุ้น Small Cap 20% หุ้นต่างประเทศ 30 % และกองทุนอสังหาริมทรัพย์ 10 % ให้อัตราผลตอบแทนที่ดีกว่าพอร์ตการลงทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์ประเภทเดียว ตารางข้างล่างแสดงให้เห็นอัตราผลตอบแทนของการลงทุนในสินทรัพย์แต่ละประเภท

          จากการศึกษาจะเห็นว่าการกระจายการลงทุนเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด นั่นคืออัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นขณะที่ความผันผวนน้อยลง สำหรับนักลงทุนในบ้านเรา การกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศบางส่วนดีกว่าการลงทุนแต่ในประเทศเพียงอย่างเดียว เนื่องจากหลักทรัพย์ในแต่ละภูมิภาคของโลกมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันไม่มากนัก สำหรับท่านที่ต้องการเริ่มต้นกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศ กองทุนเปิด หน่วยลงทุน ฟินันซ่า โกลบอล อโลเคชั่นที่ลงทุนในโกลบอล อโลเคชั่น ฟันด์ (GAF) ซึ่งกระจายการลงทุนมากกว่า 600 หลักทรัพย์ ใน 60 ประเทศทั่วโลก ก็เป็นกองทุนที่น่าสนใจ ท่านที่ต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อผู้แนะนำการลงทุนที่โทร 02 352 -4000