Wealth Planner:
วิธีการเลือกผู้จัดการกองทุนที่ดีต้องทำอย่างไร



          เมื่อระยะทางเป็นเครื่องพิสูจน์ม้า และกาลเวลาพิสูจน์คนแล้ว การตัดสินใจเลือกผู้จัดการกองทุนก็เช่นกัน เพราะความแตกต่างของผู้จัดการกองทุนสามารถแปรเป็นผลการดำเนินงานที่ต่างกันได้หลายเปอร์เซ็นต์ เราจึงขอเสนอหลักง่ายๆ เบื้องต้นสำหรับใช้ในการเลือกผู้จัดการกองทุน ดังนี้

  กระบวนการลงทุนที่ดีและโปร่งใส

  มีความมุ่งมั่น และทุ่มเทในธุรกิจนี้

  มีระบบงานสนับสนุนที่มีประสิทธิภาพ

  โครงสร้างพอร์ตการลงทุนที่มีการป้องกันความเสี่ยงที่เหมาะสม

  มีผลการดำเนินงานในอดีตที่ดีสม่ำเสมอ

          ปัจจัยต่างๆ ข้างต้นต่างก็ส่งผลต่อกันและกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้ลงทุนมักจะมองข้ามกันก็คือ แต่ละกองทุนมีวัตถุประสงค์ในการลงทุนและระดับความเสี่ยงไม่เท่ากัน แม้จะเป็นกองทุนที่ถูกจัดไว้เป็นกองทุนประเภทเดียวกันก็ตาม ตัวอย่างเช่น กองทุนรวมหุ้นระยะยาวหรือ LTF ที่มีอยู่ 22 กองทุนนั้น ในรอบ12 เดือน สิ้นสุดเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา กองทุนที่มีผลการดำเนินงานดีที่สุดจะเติบโตถึง 23.51 % และต่ำสุดคือ 2.45 % (ตามข้อมูลของ Lipper ) แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเกิดจากฝีมือของผู้จัดการกองทุน แต่ปัจจัยที่มีผลด้วยอย่างมากก็คือ วัตถุประสงค์และนโยบายการลงทุนที่ต่างกัน เช่น เลียนแบบดัชนีอ้างอิงเซ็ท 50 เลือกลงทุนเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ 25 บริษัท ลงทุนในหุ้นที่มีการเติบโตสูง หรือไปเลือกลงทุนหุ้นในตลาด MAI ก็มี

เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถเลือกลงทุนได้ง่ายขึ้น เราได้ทำแผนผังด้านล่างขึ้น เพื่อแยกกองทุน LTF ออกเป็นกลุ่ม ตามระดับความเสี่ยงและผลตอบแทนที่คาดหวังได้

กองทุนทุกกองทุนจะมีความเสี่ยงอย่างน้อย 2 ประเภท คือ ความเสี่ยงตลาด และ ความเสี่ยงเฉพาะ

          ความเสี่ยงตลาด คือ ความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้และภาวะนั้นมีผลกระทบกับเศรษฐกิจโดยรวม และมีผลกระทบต่อผลตอบแทนของการลงทุนในหลักทรัพย์ เช่น ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ สงคราม การเปลี่ยนแปลงกฎหมาย รวมถึงการที่ผู้บริโภคอาจมีรสนิยมที่เปลี่ยนแปลงไป

          ความเสี่ยงเฉพาะ คือ ความเสี่ยงที่ทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนในหลักทรัพย์ใดมีความผันแปรไป เป็นเหตุการณ์หรือปัจจัยที่จะมีผลกระทบเฉพาะกิจการนั้นเพียงกิจการเดียว หรืออุตสาหกรรมที่ธุรกิจนั้นทำอยู่อุตสาหกรรมเดียว

          แน่นอนว่าหุ้นหรือหุ้นกู้ใดก็ตาม จะมีความเสี่ยงตลาดและความเสี่ยงเฉพาะด้วย การที่พอร์ตลงทุนถือหุ้นเพียงตัวเดียว ก็จะมีความเสี่ยงเฉพาะสูง ผลการดำเนินงานขึ้นกับหุ้นเพียงตัวเดียว การเพิ่มหุ้นตัวอื่นๆ เข้ามาในพอร์ต จะช่วยกระจายความเสี่ยงเฉพาะได้เป็นอย่างดี เพราะหุ้นแต่ละตัวจะได้รับผลจากปัจจัยภายนอกต่างกัน เช่น การเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานจะเป็นผลดีต่อหุ้นในกลุ่มพลังงานแต่กลับส่งผลลบต่อหุ้นในกลุ่มสายการบิน เป็นต้น

          การกระจายการลงทุนนั้น ช่วยกระจายความเสี่ยงเฉพาะไปได้ แต่การลงทุนในหุ้นก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ นั่นก็เพราะความเสี่ยงตลาด เป็นความเสี่ยงที่ไม่สามารถกระจายได้ เมื่อลงทุนในหุ้นความเสี่ยงตลาดคือความเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ตอนที่ตลาดหุ้นตกลงอย่างมากในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนที่ผ่านมา หุ้นส่วนใหญ่ก็จะมีราคาลดลง แต่ถ้าตลาดกลายเป็นขาขึ้นหุ้นส่วนใหญ่ก็จะมีราคาเพิ่มขึ้นตามภาวะตลาด

          บดัชนี เช่น ดัชนีเซ็ท50 ก็จะมีความเสี่ยงต่ำกว่ากองทุนที่ใช้นโยบายการบริหารเชิงรุก (กองทุนที่พยายามจะเอาชนะตลาดด้วยการค้นหาหุ้นคุณค่า หรือหุ้นที่มีอัตราเติบโตสูง หรือหุ้นขนาดใหญ่โดยเฉพาะ เป็นต้น) ซึ่งเราเองขอเสนอให้ผู้ลงทุนแบ่งเงินลงทุน 50 % ไว้ในกองทุนดัชนี และอีก50 % ไปในกองทุนหุ้นที่ใช้นโยบายเชิงรุกที่มีประวัติผลการดำเนินงานดี