Wealth Planner:
ทำไมนักลงทุนส่วนใหญ่ จึงล้มเหลว?

          ผู้คนที่ดำเนินชีวิตอยู่ในศตวรรษนี้ คงจะได้มีโอกาสแก่ลงมากกว่าแต่ก่อน ซึ่งจะส่งผลทำให้ภายในระยะเวลา 5 ปีต่อจากนี้ไป สัดส่วนของคนที่อายุมากกว่า 60 ปี จะมีมากกว่าเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี และจากข้อมูลต่างๆเราอาจจะคาดเดาได้ว่านับจากนี้ต่อไป โอกาสที่จำนวนเด็กทารกจะมีมากกว่าจำนวนคนที่อายุ 60 ปีขึ้นไป คงเป็นไปได้ยากมากทีเดียว ซึ่งก็จะส่งผลทำให้การใช้ชีวิตของผู้เกษียณอายุเปลี่ยนแปลงไป

          ในประเทศที่พัฒนาแล้วผู้เกษียณอายุโดยเฉลี่ย จะต้องใช้ชีวิตอยู่อีกไม่น้อยกว่า 20 ปี โดยไม่มีเงินรายได้ แถมยังต้องการการใช้ชีวิตที่ดีกว่ารุ่นพ่อรุ่นแม่หรืออย่างที่คนรุ่นเก่าๆเคยใช้กันมา และยิ่งไปกว่านั้นผู้คนก็ยิ่ง ต้องรับผิดชอบในชีวิตหลังจากการเลิกทำงานด้วยตนเองไปพร้อมๆกับอิสระในการใช้ชีวิตอย่างที่ตนต้องการ

          ผู้คนจำนวนมากพยายามที่จะบริหารการลงทุนหลังการเกษียณอายุด้วยตนเอง แต่มีไม่กี่คนที่ประสพความสำเร็จ ขั้นตอนที่ยากที่สุดคือการทำความเข้าใจว่าการลงทุนที่ยอมรับได้ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่ไม่สามารถบรรลุถึงจุดนั้นได้นั่นก็คือการเอาชนะเงินเฟ้อ ถึงแม้ว่าการลงทุนจะสามารถนำเสนอโอกาสที่จะทำให้เงินของเราโตขึ้น แต่โลกของการลงทุนก็ยังสับสนและซับซ้อนมากเกินกว่าที่เราจะมองทะลุปรุโปร่งได้อย่างง่ายดาย

          คุณอาจจะสามารถวางแผนการเกษียณอายุของคุณ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในอาชีพการงาน การออมเงินเพื่อเป็นค่าเล่าเรียนให้กับลูกหลาน และเพื่อการดูแลพ่อแม่ไปพร้อมๆกัน ผลของการตัดสินใจในแต่ละส่วนย่อมกระทบต่อเป้าหมายอื่นๆ และเมื่อปัจจัยแวดล้อม และเป้าหมายของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน กลยุทธ์การลงทุนก็ต้องต่างกันไปด้วยเช่นกัน

          จากผลการวิจัยของกลุ่ม DALBAR ในสหรัฐ อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยของนักลงทุนต่ำกว่าดัชนีของตลาดอย่างเห็นได้ชัด ในช่วง 19 ปีที่ผ่านมาอัตราเฉลี่ยผลตอบแทนของนักลงทุนอเมริกันที่ลงทุนในหุ้นอยู่ที่ 3.7% ต่อปี ในขณะที่กองทุนซึ่งลงทุนในตลาดเดียวกันกลับได้ผลตอบแทนถึง 13.2% ต่อปีในช่วงระยะเวลาเดียวกัน

เหตุผลที่พอจะอธิบายได้ว่าทำไมนักลงทุนส่วนใหญ่จึงล้มเหลว เพราะเขาเหล่านั้นพยายามที่จะลงทุนตามจังหวะเวลาของตลาด ทำให้ประสิทธิผลของการลงทุนต่ำกว่าที่ควรจะเป็น จากผลการวิจัยของ DALBAR           นักลงทุนพยายามที่จะยักย้ายถ่ายเงินเข้าออกตามวัฏจักรของตลาด ยกตัวอย่างเช่น เมื่อดัชนี S&P เพิ่มสูงขึ้น นักลงทุนก็จะพากันเทเงินลงในกองทุนหุ้น แต่เมื่อดัชนี S&P ตกลง เงินที่ควรจะเข้าไปอยู่ในกองทุนหุ้นก็จะลดลงตามไปด้วย นอกจากนั้นแล้วภาวะอารมณ์ของนักลงทุนไม่ว่าจะเป็นความโลภ ความกลัว และสัญชาติญาณของการไล่ล่า มีมากกว่าการใช้เหตุผล ก็ถือเป็นส่วนที่ขับดันการตัดสินใจของนักลงทุนได้เช่นกัน

Source: DALBAR, Quantitative Analysis of Investor Behaviour (QAIB) study, 2005

Most Investors fall way short of available market returns

ผลตอบแทนของนักลงทุนส่วนใหญ่ที่ยังห่างไกลจากผลตอบแทนของตลาด

          ความพยายามที่จะลงทุนตามจังหวะของตลาด อาจจะนำมาซึ่งผลตอบแทนที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น หากนักลงทุนลงทุนและถือครองดัชนี S&P 500 ซัก 10 ปีจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2544 อัตราผลตอบแทนอาจจะสูงถึง 13% ต่อปี แต่ผลตอบแทนจะลดเหลือครึ่ง หากนักลงทุนพลาดการถือครองในวันที่ดัชนีขึ้นสูงสุด 15 วัน ในตลอดระยะเวลา 10 ปี และผลตอบแทนจะกลายเป็นติดลบทันที หากพลาดการถือครองในวันที่ดัชนีขึ้นสูงสุด 40 วัน เพราะฉะนั้นการลงทุนที่ประสพความสำเร็จ จะต้องขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่อยู่ในตลาด และเงินลงทุนจะอยู่ได้นานแค่ไหนไม่ใช่การเข้าให้ถูกจังหวะอย่างที่เข้าใจกัน

การลงทุนในหุ้นยังน่าสนใจ

          ถึงแม้ว่ามูลค่าของหุ้นทั่วโลกจะลดลงไปอย่างน่าใจหาย แต่สัญญาณที่จะบอกถึงพื้นฐานของสิ่งต่างๆยังคงน่าสนใจ ความแตกต่างของอัตราการสร้างรายได้ (Earning-yield gap) ซึ่งคำนวณหาความสัมพันธ์ของมูลค่าของหุ้นและตราสารหนี้ แสดงให้เห็นว่ามูลค่าของหุ้นยังมากกว่าตราสารหนี้ ถึงแม้ว่าจะต่ำกว่าเมื่อ 6 เดือนที่แล้วก็ตาม

ความแตกต่างของอัตราการสร้างรายได้

Source: DataStream as of April 20, 2006

The Earning-yield gap – ความแตกต่างของอัตราการสร้างรายได้

การออม VS การลงทุน

          การออม หมายถึงการจัดแบ่งเงินส่วนหนึ่งเข้าไปเก็บเอาไว้ เพื่อนำไปใช้ตามเป้าหมายระยะสั้น เช่นค่าใช้จ่ายรายเดือน เป็นต้น ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ เงินของคุณจะค่อนข้างปลอดภัย และนำออกมาใช้ได้อย่างสะดวกสบาย อย่างไรก็ตามการออมเงินในลักษณะที่ว่านี้ ผลตอบแทนที่ได้ก็จะค่อนข้างต่ำด้วยเช่นกัน ตามอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดเอาไว้

          การลงทุน ก็คือการรวบรวมสะสมเงินระยะยาวเพื่อเป้าหมายแห่งความมั่นคงทางการเงินในอนาคต ซึ่งมีโอกาสที่จะให้รางวัลผลตอบแทนที่มากกว่า ทั้งนี้เป็นเพราะการลงทุนส่วนใหญ่ผูกติดกับการขึ้นลงของตลาดหลักทรัพย์ อย่างไรก็ตามเมื่อตลาดหลักทรัพย์มีทั้งขึ้นและลง นั่นก็หมายความว่า การลงทุนย่อมต้องมีความเสี่ยงที่สูงกว่าเช่นกัน

          กุญแจสำคัญที่จะช่วยสร้างผลการดำเนินงานของพอร์ต ก็คือการจัดสรรสัดส่วนการลงทุนระหว่างประเภทการลงทุนทั้ง 4 ประเภทคือ เงินสด ตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์และหุ้น ผลการวิจัยโดยนิตยสารการวิเคราะห์ทางการเงิน ชี้ให้เห็นว่า มากกว่า 80% ของผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุน เกิดขึ้นมาจากการตัดสินใจในเรื่องของการจัดสรรสัดส่วนการลงทุนที่ลงตัว

          การลงทุนในแต่ละประเภท (ในตาราง) มีลักษณะเฉพาะในเรื่องของความเสี่ยง และมีกฎหลักทั่วไปที่เกี่ยวเนื่องกัน ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่ดอกเบี้ยขึ้นสูง ตลาดหุ้นก็จะขยับตัวลดลง เมื่อนักลงทุนให้ความสนใจกับผลตอบแทนของดอกเบี้ยจากการฝากเงินและตราสารหนี้สูงขึ้น ในขณะที่ความเสี่ยงต่ำ ในทางกลับกันหากดอกเบี้ยกลับลดลงต่ำ นักลงทุนก็จะหันกลับมาให้ความสนใจและยอมรับกับความผันผวนของตลาดหุ้นมากขึ้น หากมีแนวโน้มที่จะให้ผลตอบที่สูงกว่าคุ้มค่ากับความเสี่ยงที่ต้องเข้าไปพัวพัน

ประเภทของการลงทุน
ข้อมูลในอดีตผลตอบแทนระยะยาวที่เป็นจริง (%ต่อปี)
การฝากเงิน
0-1 %
ตราสารหนี้
0-3%
อสังหาริมทรัพย์
1-5%
หุ้นทุน
5-9%

Asset Class – ประเภทของการลงทุน

Historical long-term real return – ข้อมูลในอดีตผลตอบแทนระยะยาวที่เป็นจริง

Cash – การฝากเงิน, Bond – ตราสารหนี้, Property – อสังหาริมทรัพย์, Equities – หุ้นทุน

รายได้กับการเติบโต

           คนบางคนยกตัวอย่างผู้คนที่กำลังคิดถึงการเกษียณอายุหรือผู้ที่ไม่มีเงินเดือนที่สม่ำเสมอ อาจจะเลือกลงทุนเพื่อให้เกิดรายได้ประจำ ซึ่งจะเรียกการลงทุนแบบนั้นว่า การลงทุนเพื่อให้เกิดรายได้ แต่ผู้คนบางคนลงทุนเพื่อที่จะสะสมเงินก้อนที่ตนสามารถเก็บเอาไว้ใช้เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในอนาคต เช่น ค่าเล่าเรียนบุตรหลาน การแต่งงาน หรือซื้อบ้านหลังที่สอง ซึ่งเรียกการลงทุนแบบนี้ว่า การลงทุนเพื่อการเติบโต

ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนในแบบเพื่อให้เกิดรายได้ หรือเพื่อการเติบโต แนวทางในการลงทุน 3 ประการที่นักลงทุนจะต้องเรียนรู้เอาไว้นั่นก็คือ :-

          การลงทุนโดยตรง (Direct Investment) คือการซื้อหุ้นหรือตราสารหนี้โดยตรง ถึงแม้ว่าด้วยวิธีการเช่นนี้ นักลงทุนอาจจะรู้สึกเหมือนกับได้ควบคุมการลงทุนด้วยตนเอง แต่การเข้าไปซื้อส่วนใหญ่มักจะมาจากชื่อเสียงหรือผลตอบแทนที่สูงในอดีตของหลักทรัพย์ประเภทนั้นๆ โดยขาดความชำนาญในเรื่องของเวลาและผลงานวิจัยที่จะใช้ในการเรียนรู้หลักทรัพย์ประเภทนั้นอย่างแท้จริง

          กองทุนรวม (Mutual Fund) พัฒนาขึ้นมาเพื่อลดความเสียเปรียบจากการลงทุนโดยตรง ในขณะที่กองทุนรวมยังมีข้อได้เปรียบเพิ่มเติมในเรื่องของผลประโยชน์ทางภาษี และการเป็นผู้บริหารการลงทุนแบบมืออาชีพของผู้จัดการกองทุน ซึ่งทำหน้าที่ดูแลควบคุมการลงทุนของกองทุนอย่างเต็มที่ ทั้งนี้นักลงทุนมักจะเลือกกองทุนจากยี่ห้อและความสะดวกสบายมากกว่าสิ่งอื่น

          การให้บริการทีมผู้จัดการ (Multi- manager Service) เพื่อลดข้อเสียของการลงทุนในกองทุนรวมที่มีกันเป็นร้อยๆกองทุน ทำอย่างไรเราจึงจะแน่ใจว่ากองทุนไหนดี การลงทุนผ่านการให้บริการทีมผู้จัดการกำลังได้รับความนิยมทั้งในอเมริกา อังกฤษ และออสเตรเลีย ซึ่งวิธีการคัดกรองให้ได้ “ สิ่งที่ดีที่สุด ” จะทำให้นักลงทุนจะมีความมั่นใจได้ว่า การดูแลควบคุมเกาะติดตลอดเวลาของเหล่าผู้จัดการทางการเงินมืออาชีพ เพียบพร้อมไปด้วยผลงานการวิจัย และรายงานการลงทุนที่กระชับและถึงแก่น จะทำให้การลงทุนเป็นไปได้ตามที่หวังเอาไว้