My 2 Cents:
4 เหตุผลที่พึงรู้เกี่ยวกับวิกฤติสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐ
สิงหาคมเป็นเดือนที่ยากลำบากมากสำหรับนักลงทุนทั่วโลกในสภาพที่ตลาดหุ้นทั่วโลกต่างพากันทำสถิติตกต่ำเป็นประวัติการณ์ ความตื่นตระหนกที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้โดยมีจุดเริ่มมาจากวิกฤติสินเชื่อโลก อาจเป็นตัวจุดชนวนให้เกิดความโกลาหลครั้งใหญ่ในตลาด หลังจากที่เคยเกิดความคลั่งไคล้เรื่องดอทคอมในช่วงปี 2001-2002 ธนาคารกลางสหรัฐหรือ FED และธนาคารกลางสหภาพยุโรปหรือ ECB รวมทั้งธนาคารกลางของประเทศอื่นๆได้มีการอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบธนาคารทั่วโลกมากกว่า 150,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดการกู้ยืมระยะสั้นอันจะช่วยให้เหล่านักลงทุนขี้ตกใจมีอาการสงบลงได้บ้าง
ผู้ที่มองโลกในแง่ดีหลายคนกำลังตั้งความหวังว่าสิ่งเลวร้ายสุดๆได้จบสิ้นลงแล้ว เหมือนกับความผันผวนที่เกิดขึ้นช่วงสั้นๆโดยเริ่มจากตลาดเซี่ยงไฮ้ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา แต่การคิดแบบนี้ถือเป็นความปรารถนาดีในทัศนะของผม ในช่วงหลายปีที่ตลาดหุ้นอยู่ในภาวะกระทิง ในส่วนของตลาดเงินก็ยอมให้มีการปล่อยสินเชื่ออย่างไม่สุขุมรอบคอบ ดังนั้นเราจึงต้องมาพบกับช่วงเวลาอันเจ็บปวดยาวนานในการแก้ไขสภาพคล่องในตลาดสินเชื่อโลกอยู่ในเวลานี้ และในอีกหลายเดือนข้างหน้านี้ก็มีโอกาสที่จะเกิดการตื่นตระหนกขึ้นอีกหลายครั้ง เพราะถึงเวลาที่สถาบันการเงินทั่วโลกต้องจัดการกับสินเชื่ออสังหาฯในพอร์ตของตน
มีอะไรอยู่ข้างใต้นั้นหรือ?
ขณะที่อัตราการผิดชำระหนี้ในตลาดสินเชื่อซับไพร์มของสหรัฐฯเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีจำนวนเพิ่มขึ้นมาก ปัญหาได้ลุกลามจากบริษัทผู้สร้างบ้านที่ไม่เป็นที่รู้จักมากนักในสหรัฐ ขยายวงไปสู่ผู้ให้สินเชื่อบ้าน และลามไปถึงวาณิชธนกิจและธนาคารพพาณิชย์ที่มีชื่อเสียง ทำให้เกิดวงจรอุบาทว์ของราคาบ้านตกต่ำ บ้านที่ขายไม่ออกมีปริมาณเพิ่มขึ้น เกิดแรงกดดันทางการเงินที่จะทำให้การกำหนดอัตราดอกเบี้ยบ้านในปีหน้าคือ 2008 ปรับเพิ่มขึ้น และที่ประหลาดคือหายนะของธุรกิจบ้านที่อยู่อาศัยในสหรัฐไม่มีทางจบลงง่ายๆ
ผมคิดว่ามี 4 เหตุผลที่นักลงทุนทุกแห่งควรได้ตระหนักถึงเกี่ยวกับการตกต่ำของธุรกิจที่อยู่อาศัยในสหรัฐครั้งนี้ :-
1สินเชื่อเพื่อการซื้อบ้านหรือที่อยู่อาศัยในสหรัฐได้ขยายตัวไปสู่ภาคธุรกิจอื่นๆในระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในสถาบันการเงิน ทั้งนี้ไม่เพียงแต่กองทุน Hedge Funds หลายแห่งต้องประสบภาวะขาดทุนเพราะมีการเข้าไปลงทุนในตราสารการเงินที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อซับไพร์ม แต่ธนาคารพาณิชย์และบริษัทประกันบางแห่ง เช่นในประเทศไทย ออสเตรเลียและยุโรป ต่างก็ประสบการขาดทุนไปตามๆกันด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นแค่ยอดของก้อนน้ำแข็งที่ลอยน้ำ วาณิชธนกิจรายใหญ่อย่าง โกลด์แมนซาค และแบร์สเติร์น เพิ่งประกาศเมื่อเร็วๆนี้ว่ากองทุนเฮด์จฟันด์ของพวกเขาก็ประสบภาวะการขาดทุนอย่างมากเช่นกัน
2 ปัญหาของตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยในสหรัฐได้กระจายไปสู่ตลาดสินเชื่อที่เรียกว่า Leverage loan ในทั่วโลก สินเชื่อประเภทนี้ส่วนมากจะใช้เพื่อการซื้อและควบรวมกิจการ หรือที่เรียกว่า Merger & Acquisition (M&A) ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก ขณะที่งบการเงินของกิจการต่างๆในหลายๆประเทศ โดยทั่วไปก็อยู่ในฐานะที่ดี แต่อาจจะไม่จริงเสมอไปกับกิจการบางแห่งที่กำลังตกเป็นเป้าหมายการถูกซื้อในลักษณะ Private Equity Buyout ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็คือหุ้นของกิจการเป้าหมาย เช่น บริษัทที่เพิ่งเข้าจดทะเบียนในวอลล์สตรีทที่ชื่อ Blackstone Group ร่วงลงอย่างหนัก และมันทำให้ดูราวกับว่าจะมีการชะงักหรือชะลอตัวของดีลการซื้อและควบรวมกิจการ ซึ่งดีลจำพวกนี้แหละที่ได้ผลักดันให้ตลาดหุ้นทั่วโลกเติบโตมาอยู่ในตำแหน่งปัจจุบันได้
3 ขณะที่นักลงทุนกำลังกำหนดหรือตั้งราคาความเสี่ยงเรื่องสินเชื่อใหม่ พูดอีกอย่างคือพยายามลดความเสี่ยงด้านนี้ลง ในส่วนของธนาคารเองนั้นก็พยายามที่จะกำหนดมาตรฐานที่เข้มงวดในการปล่อยสินชื่อเช่นกัน ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจจะมีการถอนหรือยกเลิกดีลจำนวนมากที่กำลังดำเนินอยู่ หากสินเชื่อมีราคาแพงคือมีต้นทุนดอกเบี้ยและค่าความเสี่ยงต่างๆสูงขึ้น การใช้จ่ายเงินทุนก็จะมีให้เห็นน้อยลง นั่นหมายถึงว่าบริษัทก็มีเงินน้อยลงในการที่จะใช้ซื้อหุ้นคืน ซึ่งการซื้อหุ้นคืนนั้นถือเป็นกุญแจดอกสำคัญของตลาดหุ้น ปัจจัยต่างๆเหล่านี้บวกกับการใช้จ่ายอย่างประหยัดของผู้บริโภคและความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่ตกต่ำลง อาจนำพาเศรษฐกิจสหรัฐไปสู่สิ่งที่เรียกว่าภาวะถดถอยได้
4 ความนิยมโปรดักส์การเงินในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น CDOs (Collateralized debt obligations) ในตลาดสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และ CLOs (Collateralized loan obligations) ในตลาดเงินกู้ ตอนนี้กลับกลายเป็นสิ่งมืดมน คลุมเครือ ยากที่จะตีมูลค่าออกมาอย่างชัดเจน ไม่มีสภาพคล่อง และเป็นไปได้ว่าจะเป็นสิ่งอันตรายสำหรับผู้ให้กู้และผู้กู้หากว่าสินทรัพย์ของทั้งสองฝ่ายเกิดถูกฟ้องร้องขึ้นมา ในสถานการณ์แบบนี้ นักขายที่สิ้นหวังมักจะกำจัดสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องมากกว่าและยังสามารถซื้อขายได้ง่ายกว่าออกมาก่อน จากนั้นจึงจะลงมือขายหุ้นบลูชิพดังที่เห็นกันในตลาดหุ้นเมื่อเร็วๆนี้
เร็วเกินไปไหมที่จะต่อรองไล่ล่า?
พัฒนาการที่ผมกล่าวมาข้างต้นนั้นสะท้อนให้เห็นวัฏจักรของสินเชื่อ ซึ่งวิธีการซื้อกิจการถูกยกระดับพัฒนาไปถึงขั้นที่มากเกินควร แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าภาวะตกต่ำที่เป็นอยู่ตอนนี้จะทำลายเศรษฐกิจโลกได้ จริงๆแล้วยังมีตัวบ่งชี้ทางเศรษฐกิจในด้านบวกอีกหลายอย่าง เช่น สุขภาพในการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ หรือ GDP, ตัวเลขเงินเฟ้อต่ำ, และประสิทธิภาพของการลงทุนอย่างมหาศาลจากธนาคารกลางของเอเชีย โดยเฉพาะจีนที่มีเงินลงทุนมากกว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ รวมทั้งพลังน้ำมันจากประเทศในตะวันออกกลาง
ผมยังมีความเห็นในเรื่องนี้ว่าความเลวร้ายสุดๆยังไม่จบสิ้นลง และผมคิดว่าวิธีที่ปลอดภัยอย่างหนึ่งที่สามารถทำได้หากปัญหาเรื่องสินเชื่อยังย่ำแย่ต่อไป รวมทั้งราคาบ้านในอังกฤษก็ดำดิ่งหัวปักลงด้วยนั้น ก็คือธนาคารกลางในหลายๆประเทศยังมีช่องว่างที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงได้ เพื่อที่จะหยุดภาวะความผันผวนของตลาด ไม่ว่าการทำวิธีนี้จะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นหรือไม่ เวลาเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องบอกได้
อย่างไรก็ดี การขาดทุนของนักลงทุนคนหนึ่งก็คือกำไรของนักลงทุนอีกคนหนึ่ง ประโยคนี้เป็นสัจจะของชีวิตการลงทุน นักลงทุนที่มีความเข้าใจและอดทนอาจพบโอกาสในการเก็บหุ้นดีราคาถูก เมื่อคนอื่นๆทุกคนกำลังขาดทุนอยู่ โดยเซคเตอร์ธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากแนวโน้มเศรษฐกิจระยะยาวคือ สินค้าโภคภัณฑ์ พลังงานที่นำกลับมาใช้ใหม่ และแม้กระทั่งอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งผมกล้าพูดได้เลยว่าราคาจะมีความสมเหตุสมผลเมื่อเหล่านักเก็งกำไรถอนตัวออกไปครับ