My 2 Cents:
ปัทโธ่ Employees Choice นี่เองแนวทางปฏิรูปเงินออมเพื่อการเกษียณของตัวเองในสภาพแวดล้อมแบบตัวใครตัวมัน
ในขณะที่โลกก้าวล่วงเข้าสู่ทศวรรษใหม่ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรทำให้ประเทศผู้นำหลายประเทศต่างต้องเร่งปฏิรูประบบการดูแลผู้สูงอายุให้มากยิ่งขึ้น จากข้อมูลของสหประชาชาติ ในปี 2543 โลกมีประชากรมากกว่า 6 พันล้านคน และก่อนที่จะสิ้นศตวรรษนี้ ตัวเลขจะกระโดดขึ้นเป็น 10.5 พันล้านคนอย่างไม่ต้องสงสัย
ในบรรดาประชากรทั้ง 6 พันล้านคน กว่า 60% เป็นชาวเอเชีย และสัดส่วนที่ว่าก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในอีกไม่ถึง 20 ปี เฉพาะอินเดียประเทศเดียวจะมีประชากรมากกว่าประชากรของประเทศในแถบทวีปยุโรปทั้งทวีป (ที่ไม่รวมรัสเซีย) บวกกับประเทศอุตสาหกรรมทั้งหมดรวมกัน กลับมาในแถบบ้านเรากันบ้าง สมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน (ASEAN) ซึ่งประกอบไปด้วยประเทศ 10 ประเทศ (รวมทั้งประเทศไทย) มีประชากรรวมกันประมาณ 500 ล้านคน และมีสัดส่วนเมื่อเทียบกับทั้งโลกราว 8%
สาเหตุที่ทำให้ประชากรของโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ได้เกิดจากอัตราการเกิดที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะมาตรฐานการครองชีพที่ดีขึ้น ทำให้ผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้น รวมทั้งอัตราการเสียชีวิตของทารกก็ลดลงด้วยเช่นกัน ในประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่ อัตราการเกิดกลับลดลง ทำให้ภาครัฐต้องหันมาให้ความสนใจกับผู้สูงอายุมากขึ้น ทั้งการเพิ่มมาตรฐานการครองชีพ และการดูแลเรื่องสุขภาพอนามัยที่ดีขึ้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของประเทศทุกประเทศที่ต้องการทำให้ประชากรของตน แข็งแรง กินดีอยู่ดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทำให้ต่างก็ต้องเผชิญกับปัญหามากน้อยตามแต่มาตรฐานหรือวิถีปฏิบัติของระบบการดูแลของแต่ละประเทศที่เป็นมาแต่เก่าก่อน
ในประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศที่กำลังพัฒนาหลายๆประเทศ ระบบประกันสังคมสำหรับผู้เกษียณอายุ ถือเป็นส่วนที่มีอยู่ทั่วไป และอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐโดยตรง (ส่วนใหญ่มักจะมีมาตรฐานที่ต่ำ) ซึ่งระบบการจัดการจะใช้เงินภาษีที่รัฐจัดเก็บจากผู้ที่อยู่ในวัยทำงาน มาจ่ายให้กับผู้ที่เกษียณอายุไปแล้ว โดยรวมเรียกระบบนี้ว่า PAYG (Pay-as-You-Go) โดยมีรูปแบบการจ่ายที่เป็น defined-benefits หรือจ่ายจากเงินรายได้หรือระดับอัตราภาษีเงินได้ และอายุของผู้ที่เสียภาษี มาคำนวณจ่ายให้กับผู้สูงอายุ ซึ่งหากระบบที่ว่านี้ยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่มีการปรับเปลี่ยน รับรองได้ว่าในอนาคต แบบแผน PAYG จะต้องล้มละลายอย่างแน่นอน เมื่อประชากรผู้สูงอายุเพิ่มจำนวนสูงขึ้น ในขณะที่ประชากรวัยทำงานกลับลดลง เงินรายได้ที่จะนำมาเลี้ยงดูก็ต้องลดลงตามไปด้วยเช่นกัน
สำหรับประเทศไทยของเรา ถือว่าอยู่ในจุดที่ค่อนข้างลำบาก ในขณะที่ประชากรซึ่งนอกจากจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นแล้ว ยังมีอายุที่ยืนยาวขึ้นด้วย จากหลักฐานข้อมูลของสหประชาชาติที่บอกว่า ภายในปี 2593 (หรือในอีก 43 ปีข้างหน้า ซึ่งน่าจะอยู่ในช่วงชีวิตของผมและกลุ่มผู้อ่านอีกหลายๆท่าน) ประชากรกว่า 28% จะมีอายุมากกว่า 60 ปี เพิ่มขึ้น 10% จากปี 2548 ที่ผ่านมา (ตารางที่ 1) อัตราการพึ่งพา หรือ Dependency Ratio ซึ่งคำนวณมาจากเปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ไม่ทำงาน หรือไม่ก่อให้เกิดผลผลิตทางเศรษฐกิจ ยกตัวอย่างเช่น เด็กหรือผู้ที่เกษียณอายุ เปรียบเทียบกับจำนวนประชากรทั้งหมด ที่เพิ่มขึ้นย่อมจะส่งผลทำให้เกิดปัญหาทั้งทางด้านสังคมและเศรษฐกิจโดยรวมอย่างไม่ต้องสงสัย
ตารางที่ 1 คาดหมายปริมาณประชากรสูงวัย ระหว่างปี 2005-2050
![]() |
ที่มา : รายงานการคาดการณ์ประชากรโลกของสหประชาชาติ (ปี 2006)
ขอต้อนรับเข้าสู่สภาพแวดล้อมในแบบ ตัวใครตัวมัน
ประเทศไทยถือว่าโชคดีกว่าประเทศอื่นอยู่ตรงที่ รัฐบาลได้ยกเลิกแบบแผนการจ่ายในแบบ defined benefits สำหรับข้าราชการมากว่า 10 ปี และได้จัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) หรือ Government Pension Fund ขึ้นมาใช้แทน ซึ่งมีแบบแผนที่เรียกกันว่า defined contribution โดยใช้วิธีการดึงตัวเงินจากเงินรายได้นำไปลงทุนให้เกิดดอกออกผล แทนที่ระบบการจัดการผลประโยชน์ในแบบเดิม นอกจากนั้นแล้ว ภาคเอกชนหลายฝ่าย ก็ได้ยกเลิก การจัดการสำหรับเงินเกษียณอายุแบบเก่า (defined benefits pension plan) มาเป็นแบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือ Provident Fund จะมีก็แต่ปัญหาเล็กๆอย่างกองทุนประกันสังคมซึ่งน่าจะเข้าสู่การปรับตัวในอีกไม่นาน
เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว เหล่าบรรดาลูกจ้างที่หวังจะพึ่งพานายจ้างในการช่วยดูแลความอยู่เย็นเป็นสุขช่วงวัยเกษียณในระยะยาว จึงจำเป็นที่จะต้องหันกลับมามองหาลู่ทางด้วยตนเองเพราะระบบการจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ นายจ้างมีภาระเพียงแค่จ่ายเงินเข้ากองทุนตามสัดส่วนเท่านั้น ส่วนในตอนบั้นปลายทางออกของชีวิต เงินจะกลายเป็นทองได้ขนาดไหนย่อมขึ้นอยู่กับผลประกอบการของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้นๆ หรือฝีมือของผู้จัดการกองทุนเท่านั้น
หรือหากท่านใดตั้งความหวังเอาไว้กับกองทุนประกันสังคมของรัฐบาลว่าน่าจะช่วยเราได้ ก็คงต้องขอใช้คำเปรียบเปรยที่ว่า อย่าเพิ่งนับไก่จนกว่าไข่จะฟักตัวออกมาทั้งหมด หรือง่ายๆเราก็ควรจะมองการจ่ายเงินเข้ากองทุนประกันสังคมเหมือนการจ่ายภาษีทั่วไปก็น่าจะพอ เพราะเท่าที่เป็นอยู่ กองทุนประกันสังคมไม่น่าจะอยู่รอดได้เกิน 15 ปี เงินก็น่าจะหมด ยกเว้นเสียแต่ว่า จะมีการเพิ่มทั้งอัตราการจ่ายเข้ากองทุน และอายุการทำงานให้ยาวนานขึ้นกว่าเดิม
สำหรับท่านที่ยังมีแนวคิดในแบบเก่า ที่หวังพึ่งพาลูกหลานให้มาคอยดูแลหลังจากที่ตนเองแก่ตัวลง ตามแบบวิถีวัฒนธรรมที่ดีงามในแบบเดิม ก็น่าจะลองทบทวนความคิดนั้นดูใหม่ ด้วยลักษณะของครอบครัวที่ลดขนาดลง สายสัมพันธ์ที่สืบทอดต่อกันมาที่บางลง การขยายตัวของเมือง และการเคลื่อนย้ายถิ่นที่อยู่ของเหล่าบรรดาลูกๆหลานๆ ซึ่งนักวางแผนทางการเงินเรียกสภาพแวดล้อมในแบบนี้ว่า ตัวใครตัวมัน ในสหรัฐอเมริกา นับว่าเป็นเรื่องธรรมดามากหากจะบอกว่า สัดส่วนของรายได้ที่เอาไว้ใช้จ่ายเมื่อยามเกษียณอายุกว่า 80% จะได้มาจากลำแข้งของตัวเอง (ตารางที่ 2) อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าตกใจกว่าก็คือความจริงที่ว่า ผู้ที่เกษียณอายุไปแล้วจำนวนไม่น้อย ที่ยังคงต้องทำงานไม่ว่าจะในแบบประจำหรือชั่วคราว เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งข้อมูลของสำนักงานประกันสังคมของสหรัฐอเมริกา ก็บอกเอาไว้ว่า รายได้ที่ได้มาจากการทำงานหลังจากที่เกษียณอายุไปแล้ว มีสัดส่วนถึงกว่า 36% ของรายได้เพื่อการเกษียณอายุทั้งหมดที่วางแผนเอาไว้
ตารางที่ 2 แหล่งเงินออมเพื่อการเกษียณอายุของครัวเรือนที่มีรายได้เดือนละ 130,000 บาทหรือมากกว่า
![]() |
ที่มา : สำนักงานประกันสังคม
แล้วผู้ที่เกษียณอายุของไทยจะเป็นเช่นไร หากจะนับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ Provident Fund ที่จดทะเบียนเอาไว้ คงต้องบอกว่า อนาคตของผู้ที่จวนเกษียณอายุ ดูช่างมืดมนยิ่งนัก ขนาดโดยรวมของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อยู่ที่ประมาณ 4 แสนล้านบาท หรือ 1.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือว่าไม่น้อยเลย ตามมาตรฐานโดยทั่วไป แต่โชคไม่ดีหน่อยก็ตรงที่ 90% ของทรัพย์สินของกองทุน ถูกนำไปลงทุนใน ตราสารหนี้ เหลือเพียงแค่ 10% ที่ถูกนำไปลงทุนในหุ้น (ตารางที่ 3)
ตารางที่ 3
![]() |
สัดส่วนการลงทุนแบบนี้ มักจะไม่ปรากฏให้เห็นในประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเฉพาะกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพที่มีระยะเวลาการลงทุนที่ยาวนาน โดยส่วนใหญ่แล้วสัดส่วนการลงทุนของกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ น่าจะอยู่ในหุ้น 70% ตราสารหนี้ 20% ส่วนที่เหลือ 10% จะถูกนำไปลงทุนในแหล่งลงทุนทางเลือกอื่นๆ
สาเหตุที่ทำให้สัดส่วนการลงทุนของเราสลับที่สลับทางกันแบบนี้ อาจจะเป็นเพราะว่าความผันผวนในตลาดหลักทรัพย์ของไทยที่ค่อนข้างรุนแรงทำให้หลายท่านเกิดอาการหวาดผวาไม่กล้าเข้าใกล้ ในขณะที่กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กบข. จะมีการกระจายการลงทุนที่มากกว่า แต่ส่วนใหญ่ก็ยังตกอยู่ในตราสารหนี้และหลักทรัพย์ภายในประเทศ มีเพียง 9% เท่านั้นที่ถูกนำไปลงทุนในต่างประเทศ แต่ก็มีทีท่าว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 20% ในอีกไม่นาน
และจากผลของการจัดสรรการลงทุนซึ่งสลับที่สลับทางกันแบบนี้ ในช่วง 3 ปีหลังที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปี 2549 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเกือบทั้งหมดจึงตกอยู่ในภาวะของการขาดทุนอย่างช่วยไม่ได้ (หลังหักอัตราเงินเฟ้อ) (ตารางที่ 4 & 5) ซึ่งหากแนวโน้มยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป ผู้เกษียณอายุนับจำนวนเป็นล้านคน คงจะต้องเผชิญกับภาวะทั้งแก่และจนในขณะที่ค่าดูแลรักษาพยาบาลก็เพิ่มสูงขึ้น ถึงแม้ว่าตัวเลขของอัตราผลตอบแทนในช่วง 5 ปีหลัง นับตั้งแต่ปี 2545 ถึงปี 2549 ยังคงเป็นบวกอยู่ก็ตาม (2-3% ต่อปี) แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับการเพิ่มขึ้นของค่าครองชีพที่นำหน้าไปไกลกว่ากันเยอะเลย
ตารางที่ 4
![]() |
ตารางที่ 5
![]() |
แล้วเราจะทำเช่นไรที่จะเปลี่ยนเส้นทางการลงสู่ห้วงเหวของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในไทยได้?
การแก้ปัญหาของภาวะเช่นนี้ ไม่สลับซับซ้อนอย่างที่คิด เพียงแค่นำเอาโครงสร้างวงจรช่วงอายุเข้ามาเป็นแนวทาง ให้คนที่อยู่ในวัยที่แตกต่างกัน สามารถที่จะเลือกกลยุทธ์การจัดสรรการลงทุนในแบบที่เหมาะสมกับตนได้โดยอิสระ (ตารางที่ 6) ซึ่งตามหลักแล้ว ผู้คนที่อยู่ในวัย 20 ถึง 30 ปี และมีระยะเวลาในการลงทุนที่ยาวนานถึง 30-40 ปี น่าจะนำเงินทั้งหมด 100% ไปลงทุนในหุ้นหรือแหล่งลงทุนทางเลือกอื่นๆ (Alternative Investment) เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ อสังหาริมทรัพย์ กองทุน hedge fund และ กองทุน private equity fund ซึ่งแน่นอนว่า ความผันผวนของตลาดหุ้น ย่อมจะสูงกว่าการลงทุนในตลาดตราสารหนี้อย่างแน่นอน แต่ในเมื่อเรามีระยะเวลาการลงทุนอยู่ถึง 30-40 ปีรออยู่ข้างหน้า เวลาที่เหลือเฟือเหล่านี้จะสามารถทำให้เราข้ามผ่านอาการแกว่งตัวระยะสั้นของตลาดไปได้ เพื่อผลตอบแทนที่สูงกว่าในอนาคต
ตารางที่ 6
![]() |
จากผลการศึกษาต่างๆที่มีออกมาอย่างมากมาย บอกอย่างแน่ชัดว่า โอกาสที่เราจะขาดทุนจากการลงทุนในตลาดหุ้น ลดลงจนแทบเป็นศูนย์ หากเราลงทุนในระยะยาว (ตารางที่ 7) อีกทั้งการจัดสรรการลงทุนในแบบที่ว่านี้ก็สามารถปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมการลงทุนในตราสารหนี้ได้ เมื่ออายุของเราเพิ่มมากขึ้น
ตารางที่ 7
![]() |
อย่างไรก็ตาม การนำเอาแนวคิดช่วงอายุที่ว่านี้มาใช้กับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่จดทะเบียนเอาไว้ส่วนใหญ่ อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าไรนัก บริษัทเอกชนส่วนใหญ่มักจะจัดหาตัวเลือกกองทุนให้กับพนักงานเพียงแค่กองทุนเดียว โดยไม่ใส่ใจในเรื่องของอายุ หรือความเสี่ยงที่ยอมรับได้เฉพาะบุคคล ซึ่งอาจจะเปรียบได้กับ ขนาดเดียวใส่ได้ทุกคน อะไรทำนองนั้น ยิ่งไปกว่านั้น กองทุนส่วนใหญ่ก็ยังไม่มีส่วนของการนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศ เพราะฉะนั้นผู้เกษียณอายุส่วนใหญ่จึงต้องทนอยู่กับการสูญเสียโอกาสที่จะไปสู่โลกภายนอก ผลตอบแทนก็ต่ำ หนำซ้ำความเสี่ยงยังสูงอีกต่างหาก
ทุกสิ่งทุกอย่างจะไม่สูญเปล่า หากแนวคิด ทางเลือกพนักงาน (Employees Choice) ถูกนำมาใช้โดยที่ บริษัทสามารถที่จะเสนอทางเลือกให้กับพนักงานของตนในการเลือกการลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของพนักงานได้ ซึ่งอันที่จริงแล้วบริษัทจัดการลงทุนหลายแห่งก็ได้นำเสนอบริการที่ว่าให้กับลูกค้ากองทุนของตนอยู่แล้ว
นอกจากนั้น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพก็สามารถกระจายการลงทุนของตนไปยังต่างประเทศได้ ผ่านทางกองทุนที่ไปลงทุนในต่างประเทศหรือ FIF ก็มีอยู่ให้เห็นกันหลายกองทุน เพื่อลดความเสี่ยงทั้งหมดลง
อย่างไรก็ตามหากการให้บริการในแบบ ทางเลือกพนักงาน ไม่ได้มีให้กับทุกบริษัทอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน แนวคิดที่ว่านี้ก็คงไม่ได้มีประโยชน์อย่างทั่วถึง บริษัทจัดการลงทุนบางบริษัทนำเสนอ ทางเลือกพนักงาน ให้เฉพาะบริษัทที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพขนาดใหญ่ หรือมากกว่า 1 พันล้านบาทขึ้นไป แต่บางแห่งก็ใช้แนวคิด Pooled Fund หรือ ประเภทลงขันรวมกัน ด้วยการเสนอให้กองทุนที่มีขนาดเล็กหลายๆกองทุนมารวมกัน เพื่อลดการทำงานในเรื่องของการจัดตั้งกองทุนหลายๆกองทุน แล้วให้กองทุนต่างๆเลือกที่จะเข้าไปร่วมกับกองทุนที่มีอยู่แล้ว (ตารางที่ 8)
ตารางที่ 8
![]() |
การเลือกก็ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไร คุณมีตัวเลือกแค่สองตัวเลือก หุ้นหรือไม่ก็ตราสารหนี้ หรืออาจจะมีทางเลือกการลงทุนอื่นๆ(Alternative Investment)ที่เพิ่มเข้ามาเช่นการลงทุนซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และทางเลือกอื่น (กองทุนFund of Hedge Funds และกองทุนPrivate Equity Fund) คุณก็อาจจะเลือกนำเข้ามาเพิ่มเติมได้
ในตอนสุดท้าย ท้ายสุด ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ก็ตาม คุณก็อาจจะต้องก้าวเข้าไปอยู่ในสภาพที่เรียกว่า ตัวใครตัวมัน ซึ่งมีให้เห็น และเป็นอยู่ในสังคมเมืองปัจจุบันกันอย่างดาษดื่น ถึงแม้ว่าคุณเองจะไม่เต็มใจนักก็ตาม แต่อย่างน้อยที่สุด คุณก็น่าจะสามารถกำหนดชะตากรรมที่คุณต้องเผชิญได้เมื่อถึงวัยเกษียณอายุแล้ว เพราะฉะนั้นยิ่งเราเรียกร้องเพื่อขอ ทางเลือกพนักงาน จากนายจ้างได้เร็วเท่าไร (หากคุณยังไม่มีทางเลือก) ก็ยิ่งส่งผลดีให้กับตัวคุณ หากไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว คุณอาจจะต้องกลายเป็นคนที่แก่และจน โดยไม่มีใครเหลียวแลเลยก็ได้