2 เซนต์ที่สุดหวง
โยนลูกรักออกนอกบ้าน พร้อมกับเงินในกระเป๋า
ทุกท่านคงได้อ่านข่าวเกี่ยวกับนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ประกาศออกมาใช้อย่างไม่ทันตั้งตัวเพื่อควบคุมเงินลงทุนเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม แล้วรีบกลับลำปลดลดเงื่อนไขลงในวันต่อมาอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยถูกถล่มลงไป โดยดัชนีทรุดตัวลงถึง 15% ส่งผลไปถึงตลาดในแถบเอเชียทั้งหมด
สาเหตุของการที่เป็นเช่นนี้ก็ตอบได้ไม่ยาก เพราะบรรดาเหล่านักลงทุนต่างประเทศได้ตอบสนองนโยบายใหม่ซึ่งกำหนดให้นักลงทุนต่างประเทศที่นำเงินมาลงทุนต้องถูกหักเงิน 30% ของจำนวนเงินทั้งหมดที่จะนำเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ในประเทศไทยในช่วงระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี ซึ่งนโยบายที่ว่านี้ก็เพื่อที่จะช่วยในเรื่องของค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่มีมาอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มขึ้นมากกว่าค่าเงินสกุลอื่นๆ ในแถบประเทศเอเชียด้วยกัน (ตารางที่ 1 ด้านล่าง)
ตารางที่ 1
![]() |
Source: Bank of Thailand
ผลกระทบของนโยบายที่ กลับไปกลับมา ทำให้ชื่อเสียงของธนาคารแห่งประเทศไทยถูกบั่นทอนลงไปไม่ใช่น้อย ไม่ใช่แค่นักลงทุนไม่ค่อยชอบให้ใครมาบอกว่าจะต้องทำอะไรกับเงินของตัวเองแล้ว แต่ยังถือว่าธนาคารแห่งประเทศไทยคิดอะไรไม่ทะลุ ก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรลงไป เหมือนกับการโยนเด็กทารกออกไปนอกบ้านพร้อมกับเงินในกระเป๋า !!
ถ้าจะว่ากันอย่างตรงไปตรงมา ก็คือ เมื่อวันที่ 19 มกราคม ธนาคารแห่งประเทศไทย เดินผิดทาง แทนที่จะกำหนดควบคุมการไหลออกของเงิน กลับล็อคไม่ให้เงินลงทุนไหลเข้ามา ซึ่งนโยบายที่ว่านี้ต้องการจะยับยั้งนักเก็งกำไรค่าเงิน แต่กลับไม่สามารถปกป้องการลื่นไหลถล่มทลายทางด้านอื่น และยังได้ก่อให้เกิดแรงกระทบถึงสองครั้งกับความเชื่อมั่นของผู้มีอำนาจในการบริหารของประเทศ อีกทั้งยังริดรอนศรัทธาและก่อให้เกิดความระคนสงสัยในตัวนักบริหารที่เป็นนักวิชาการซึ่งเพิ่งก้าวขึ้นมานั่งแท่นอย่าง มรว. ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และคุณธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารคนปัจจุบัน ว่าทั้งสองท่านรู้หรือไม่ว่ากำลังทำอะไรกันอยู่??
นโยบายที่ดูไม่ค่อยจะเข้าท่านี้ ทำให้ต้องนึกย้อนไปถึง นโยบายภาษีโทบิน หรือ Tobin Tax ซึ่งถูกกำหนดใช้ในประเทศชิลี เมื่อปี พ.ศ. 2534 และชื่อของนโยบายก็มาจาก นักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบล เจมส์ โทบิน ซึ่งกำหนดให้จัดเก็บภาษีเงินลงทุนจากต่างประเทศระยะสั้น เพื่อควบคุมผลกระทบของการเก็งกำไรค่าเงิน
แต่ที่ต่างไปจากชิลี ก็ตรงที่ของไทยเรา รวมเงินลงทุนจากต่างประเทศที่มาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เอาไว้ด้วย โดยกำหนดให้นักลงทุนต้องถูกหักเงินเอาไว้ 30% ของเงินที่นำมาลงทุนในประเทศ เอาไว้ไม่น้อยกว่า 1 ปี โดยที่ไม่ได้ดอกเบี้ย ซึ่งถือว่าเป็นการเก็บภาษีของการลงทุนในหลักทรัพย์จากต่างประเทศที่โหดมากทีเดียว และแน่นอนนักลงทุนจากต่างประเทศต่างพากันโหวตลงคะแนนเสียงด้วยการตบเท้าออกไป ทำให้ตลาดดิ่งลงไป 15% มูลค่าหลักทรัพย์หดหายไป 22,000 ล้านเหรียญสหรัฐในวันเดียว (คิดเป็นเกือบ 8 แสนล้านบาท!)
สิ่งที่ท่านทั้งสองกระทำนับว่าส่งผลที่สำคัญมากทีเดียว ประเด็นแรกต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยเรายังต้องพึ่งพาเงินลงทุนจากต่างประเทศ และผู้ที่เป็นเจ้าของเงินทั้งหลายเหล่านั้น ก็มีลักษณะที่ไม่ชอบฉายเดี่ยว มักจะอยู่กันเป็นหมู่เหล่าไปไหนไปกัน และการอพยพกันออกไปในครั้งนี้ก็คงเรียกกลับมาได้ยาก ซึ่งอันที่จริงมูลค่าของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ก็ได้ลดลงไปเกือบ 50% ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2549 (ตามข้อมูลตารางที่ 2)
ตารางที่ 2
![]() |
ประเด็นที่สอง ประเทศไทยที่กำลังเป็นที่ถูกกล่าวขานกันว่ามีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แต่ยังคลุมเครือในเรื่องการเมือง ได้กลับเปลี่ยนเป็น ประเทศที่ดำมืดในทั้งสองเรื่อง ว่ากันว่าการปฏิวัติเมื่อวันที่ 19 กันยายนไม่ได้ทำให้นักลงทุนต่างประเทศถึงกับปิดประตูลงกลอนไม่สนใจกันอีกเลย เพราะพวกเขายังเชื่อว่า คนไทยยังฉลาดพอที่จะไม่เอาเรื่องของเงินๆ ทองๆ ไปข้องเกี่ยวกับเรื่องของการเมือง แต่เหตุการณ์เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม กลับทำให้ การปฏิวัติในไทย มีความหมายเฉกเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในที่อื่น
อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป?
แต่เพื่อความยุติธรรมต่อทั้งธนาคารแห่งประเทศไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มันอาจจะฟังดูง่ายไปกับการวิพากษ์วิจารณ์ การกำหนดนโยบาย โดยไม่นำเสนอเงื่อนไขทางเลือกในแบบอื่น ความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้น เริ่มจากความปรารถนาดี เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย ค้นหาแนวทางเพื่อที่จะหยุดการแข็งค่าจนเกินไปของค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2549 ที่เพิ่มค่าขึ้นถึงกว่า 17% เงินทุนจากต่างประเทศหลั่งไหลเข้ามาในประเทศ เพื่อเข้ามาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากดอกเบี้ยที่ดูจะสูงกว่าที่อื่น และโอกาสที่ค่าเงินบาทจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากแนวโน้มยังคงเป็นเช่นเดิม ทำให้ราคาสินค้าของไทยสูงขึ้น ถูกตัดหน้าโดยสินค้าจากจีนที่ไม่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินซึ่งถูกควบคุมจากรัฐบาลอย่างใกล้ชิด
นักเศรษฐศาสตร์บางท่าน โต้แย้งว่า ดอกเบี้ยในประเทศน่าจะลดต่ำลงมาก่อนหน้านี้ แต่ด้วยกระแสของเงินที่ไหลเข้ามา ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยตัดสินใจที่จะไม่ทำเช่นนั้น เพราะต้องการที่จะกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจ หากอัตราดอกเบี้ยลดต่ำลง ทั้งราคาพันธบัตรและราคาหุ้นก็จะดูน่าสนใจ และอาจจะเพิ่มแรงกดดันกับค่าเงินบาทมากขึ้น ซึ่งเงินที่เข้ามาเก็งกำไรได้แทรกตัวอยู่ในพันธบัตรตราสารหนี้ และเงินกู้ยืมมาหลายเดือนแล้ว เพื่อหาผลประโยชน์จากค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น และการลดลงของอัตราดอกเบี้ย เพราะฉะนั้นธนาคารแห่งประเทศไทยจึงเลือกที่จะควบคุมเงินลงทุนทั้งหมดแทน
มาตรการที่ค่อนข้างจะโหดทำให้เกิดผลที่เกินควร จากประสบการณ์ของชิลี ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยกล่าวถึง บอกเอาไว้ว่ามาตรการดังกล่าวจะไม่ส่งผลในระยะยาว เงินลงทุนระยะสั้นไหลเข้าสุทธิในปี 2534 ลดต่ำลง แต่ความผิดพลาดที่โยงใยกันหลายเรื่องและความละเลย บวกกับตัวเลขประมาณการการค้าที่สูญหายไปหรือถูกยกเลิก มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ บทเรียนสำคัญที่ภาคเอกชนจะต้องเรียนรู้ก็คือการหาแนวทางที่จะเอาตัวรอดจากมาตรการนี้ให้ได้ในที่สุด
โดยส่วนตัวแล้ว ผมมีความเห็นว่าทางเลือกที่น่าจะดูดีกว่าน่าจะเป็นการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้ามาแทรกแซงโดยตรงในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศมากกว่าที่จะเข้ามาควบคุมเงินลงทุนทั้งหมด ส่วนที่แย่ที่สุดคือธนาคารแห่งประเทศไทยก็ไม่ได้ขอความคิดเห็นจากหน่วยงานอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. เพื่อที่จะไม่ให้ข่าวเล็ดลอดออกไป
แต่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตลาดหลายท่าน โดยเฉพาะโบรกเกอร์หุ้นในตลาด กลับแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ว่า เป็นเพราะความมีทิฐิเกินไปของทางธนาคารแห่งประเทศไทยมากกว่า ประเด็นสำคัญที่จะต้องพูดถึงต่อไปก็น่าจะเป็นเรื่องของระยะเวลาที่ทางธนาคารจะคงยึดมาตรการนี้เอาไว้ต่อไปว่าจะอีกนานแค่ไหน เพราะสิ่งนี้จะทำให้สูญเสียความเชื่อมั่นทางธุรกิจและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ซึ่งตอนนี้ก็แย่พออยู่แล้วให้แย่ลงไปกว่าเดิมอีก ยิ่งไปกว่านั้นบรรยากาศของการลงทุนที่เสียหายไปอาจจะอยู่อย่างคงทนถาวร ความเป็นไปได้ที่จะเห็นการลงทุนของเอกชนที่จะกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกใหม่อาจจะดูลางเลือนไป ตลาดในปี 2550 ที่จะเติบโตขึ้นก็คงจะไร้วี่แวว
หากจะมองถึงวิธีการทางเลือกที่อาจจะช่วยเยียวยาสถานการณ์ที่ว่านี้ได้ ก็คงจะต้องลดบทลงโทษของการถอนเงินออกไปก่อนถึงเวลาที่กำหนดให้น้อยลง การลดอัตราดอกเบี้ยก็จะช่วยลดภาวะกดดันต่อค่าเงินบาท ยกเว้นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ให้แยกออกจากมาตรการนี้ เพราะการลงทุนประเภทนี้ถือว่าเป็นการลงทุนในระยะยาวอยู่แล้วในตัวมันเอง
อย่างไรก็ตามความรู้สึกลึกๆของผมเอง ก็ยังคงรู้สึกว่าสถานการณ์จะย่ำแย่ลงกว่าเดิม ก่อนที่ทุกอย่างจะกลับดีขึ้นโดยเฉพาะในเดือนมกราคมหลังจากที่เหล่าบรรดาผู้จัดการกองทุนกลับมาจากการหยุดพักวันหยุดในช่วงปลายปีที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นหากจะเรียกเดือนมกราคม เดือนแรกของปีนี้ว่า มกรา พารับกรรม ก็อาจจะไม่ผิดนัก หลังจากที่ผู้จัดการกองทุนกำหนดกลยุทธ์การจัดสัดส่วนการลงทุนในปี 2550 กันเสียใหม่ด้วยการตัดสินใจว่าจะรวมเอาประเทศไทยเข้าไว้ในพอร์ตดีหรือไม่ และการยืดระยะเวลาการควบคุมจะทำความเสียหายให้กับบรรยากาศการลงทุน และทำลายความหวังหรือโอกาสที่เราจะฟื้นคืนชีพอย่างถาวร โดยไร้ข้อกังหาใดๆทั้งสิ้น