2 เซนต์ที่สุดหวง
เงินบาทจะแข็งค่าได้แค่ไหน
ในวันที่ 19 กันยายน 2549 ซึ่งเกิดการรัฐประหารโดยคณะทหารอันเป็นเหตุให้อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ต้องหลุดพ้นจากตำแหน่ง ในวันนั้นเงินบาทมีค่าอ่อนลงมากที่สุดเมื่อเทียบเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยปรับตัวลดลง 1.3% ซึ่งถือเป็นการอ่อนค่ามากที่สุดของวันทำการเดียวในรอบ 3 ปี และเหตุการณ์นี้ก็นำมาสู่ความคลางแคลงใจของนักลงทุนต่างประเทศว่าพวกเขาควรระมัดระวังตัวเองเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดต่อแบบเอชียเช่นนี้หรือไม่
เมื่อพิจารณาจากการสำรวจสถิติจะพบว่าไทยมีการรัฐประหารรวม 17 ครั้งระหว่างปี 1932-1991 ซึ่งก็ถือเป็นเหตุแห่งความกังวลที่พอจะเข้าใจได้อยู่ครับ นักลงทุนควรตื่นตัวกับปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองแบบนี้ซึ่งอาจเกิดในประเทศเอเชียอื่นๆได้ แต่หากพิจารณาปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจมหภาคในภูมิภาคนี้ที่ยังแข็งแรงอย่างมาก ผมก็คิดว่าการรัฐประหารครั้งล่าสุดนี้จะไม่นำไปสู่วิกฤติทางการเงินอีกครั้งหรอกครับ และจริงๆแล้วค่าเงินบาทได้พลิกกลับมาแข็งค่าอย่างน่าสังเกตนับแต่เกิดรัฐประหารเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา และตอนนี้กลับมีค่าแข็งที่สุดในรอบ 6 ปีเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ
เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นไปอีกสักเท่าใด และสถานการณ์เช่นนี้มีความหมายอย่างไรต่อการลงทุนในต่างประเทศของท่านล่ะครับ?
การที่เงินบาทมีค่าแข็งขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาทำให้ทุกคนเกิดความประหลาดใจ ไม่เพียงแต่เงินบาทมีค่าแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์เท่านั้น แต่บาทแข็งเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆด้วยเช่น เยนญี่ปุ่น เงินยูโร หรือแม้กระทั่งเงินดอลลาร์สิงคโปร์ อะไรเป็นสาเหตุให้เป็นเช่นนั้น
คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การกระทำของธนาคารแห่งประเทศไทย แต่อาจจะเป็นธนาคารกลางแห่งสหรัฐหรือ FED ทั้งนี้เงินดอลลาร์เผชิญกับปัจจัยที่ยากลำบากหลายอย่าง และประธานธนาคารกลางสหรัฐคือนายเบน เบอร์นันเก้ ก็หมดทางเลือกในเชิงนโยบายจริงๆ เพราะในด้านหนึ่งเขาก็ใช้นโยบายเป้าหมายเงินเฟ้อ ( Inflation Targeting) เพื่อช่วยในการตัดสินใจเรื่องจะปรับอัตราดอกเบี้ยหรือไม่ ซึ่งอัตราเงินเฟ้อสหรัฐในตอนนี้ก็พุ่งขึ้นตลอดอันเนื่องมาจากการนำเข้าน้ำมันดิบ ปัจจุบันสหรัฐฯนำเข้าผลิตภัณฑ์น้ำมันประเภทต่างๆวันละ 13 ล้านบาร์เรล คิดเป็นมูลค่าวันละประมาณ 1,000 ล้านเหรียญฯ และสหรัฐมีการขาดดุลการค้าในอัตราปีละกว่า 776,000 ล้านเหรียญฯ หรือคิดเป็น 6.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติของสหรัฐ
ผมมองว่าการรับมือกับสถานการณ์เงินเฟ้อโดยใช้เครื่องมืออัตราดอกเบี้ยสูงอาจไม่เวิร์คหรือไม่ได้ผลในปัจจุบันเหมือนอย่างในอดีตที่เคยใช้เครื่องมือนี้แล้วได้ผล เพราะว่าอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบันก็เกินกว่าการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ไปแล้ว และบรรดาธนาคารกลางของภูมิภาคเอเซียต่างมีสถานะเป็นเจ้าหนี้สหรัฐฯ รวมๆกันแล้วก็มีมูลค่าราว 2.1 ล้านล้านเหรียญฯ หรือมากกว่า 52% ของหนี้สหรัฐทั้งหมด ซึ่งการที่ดอกเบี้ยสหรัฐแพงก็หมายความว่าธนาคารกลางสหรัฐต้องจ่ายเงินมากขึ้นให้กับผู้ถือตราสารหนี้สกุลดอลลาร์ด้วย
แต่หากว่าอัตราดอกเบี้ยแพงจะช่วยลดการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคชาวอเมริกันลงได้ และผู้บริโภคต่างชาติก็เพลาๆมือลดการจับจ่ายลงด้วย ธนาคารกลางทั่วโลกอาจถูกบีบให้ลดการถือครองเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐลงก็เป็นได้ สถานการณ์ความเสี่ยงของเงินดอลลาร์แบบนี้เป็นเรื่องที่ไม่ดีแน่นอนครับ แต่มันก็ไม่มีทางแก้ได้ง่ายๆด้วยเช่นกัน การยึดติดกับนโยบายใดๆนโยบายหนึ่งเป็นเวลานานๆเหมือนเป็นการเสพติด และมันก็ต้องรอดูกันต่อไปครับว่าชัยชนะของพรรคเดโมแครตในสภาคองเกรสสหรัฐจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องการลดทอนค่าใช้จ่ายลงได้หรือไม่ เพื่อที่จะก้าวไปสู่นโยบายการทำงบประมาณแบบสมดุลซึ่งสหรัฐฯเคยทำมาแล้วเมื่อ 8 ปีที่ผ่านมาครับ
![]() ![]() ![]() |
ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย
สถานการณ์เงินบาทมีค่าแข็งขึ้นในปีนี้ หากมาดูในตลาดหุ้นไทยก็เป็นคล้ายๆกันคือนักลงทุนต่างชาติเป็นผู้ซื้อสุทธิในช่วง 10 เดือนแรกของปี โดยธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดเผยว่ามีเม็ดเงินไหลเข้ามาลงทุนจำนวน 113,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญจากตัวเลขการลงทุนทั้งปีในปีที่แล้วที่มีเพียง 39,000 ล้านบาท และในต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวในทิศทางที่ดีมากนะครับ แต่หากลองมองย้อกลับไปดูผลตอบแทนในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ผมคิดว่าตลาดหุ้นไทยมีอะไรที่ต้องพัฒนาอีกมากเมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆครับ (ดูตารางเปรียบเทียบดัชนีตลาดหุ้นไทยและดัชนีหุ้นอื่นๆประกอบ)
![]() |
ผมขอกลับมาพูดเรื่องค่าเงินบาทต่ออีกหน่อยครับ คือผมคิดว่าสิ่งที่เป็นปัญหาสำหรับค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นมาอย่างมากในปีนี้ก็คือปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศเรายังไม่รองรับค่าเงินบาทที่ระดับปัจจุบัน เป็นเรื่องจริงนะครับที่ว่าเงินบาทแข็งค่าเพราะมีดีมานด์จากการเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศบวกกับส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเป็นสิ่งจูงใจการลงทุนของพวกเขา ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเงินไหลเข้ามาลงทุนเหล่านี้เป็น เงินร้อน หรือ Hot money ทั้งสิ้น คือพร้อมที่จะไหลกลับออกไปเมื่อใดก็ได้
ในช่วง 11 เดือนแรกของปี เงินบาทมีค่าแข็งขึ้น 11.66% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทำให้บาทไทยเป็นสกุลเงินที่แข็งค่ามากสุดของเงินสกุลต่างๆในภูมิภาคเอเชีย และเงินบาทยังแข็งค่าอย่างมั่นคงเมื่อเทียบกับสกุลเงินสำคัญทั่วโลก เช่น ยูโร เยน รวมทั้งสกุลเงินในภูมิภาคเช่น ริงกิตมาเลเซีย และเงินหยวนของจีนน
ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประกาศมาตรการเพื่อลดการเก็งกำไรค่าเงินบาท โดยควบคุมอย่างเข้มงวดสำหรับการซื้อตราสารหนี้สกุลเงินบาทและสัญญาอนุพันธ์ต่างๆของนักลงทุนต่างชาติ รวมทั้งห้ามการขายตั๋วบีอีทุกประเภทกับผู้ที่ไม่ได้พำนักอาศัยในประเทศไทย ซึ่งก็ต้องรอดูกันครับว่ามาตรการเหล่านี้จะสัมฤทธิผลเพียงใด สำหรับการจัดพอร์ตลงทุนในช่วงเวลานี้ ผมคิดว่าควรจะต้องกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์รองอื่นๆเช่นสินค้าโภคภัณฑ์ และเงินสกุลอื่นๆ เพราะเงินบาทคงไม่แข็งค่าขึ้นได้เรื่อยๆ ส่วนเงินดอลลาร์ก็ไม่อ่อนตัวลงตลอดเช่นกัน การกระจายการลงทุนเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอและจะให้ประโยชน์กับพอร์ตการลงทุนของคุณในระยะยาวครับ