Investment Planning :
การบริหารสิ่งที่เรียกว่า "ความเสี่ยง"

การลงทุนในทุกรูปแบบล้วนต้องเกี่ยวพันกับสิ่งๆหนึ่งที่เรารู้จักกันดีนั่นก็คือ “ ความเสี่ยง ” ซึ่งเราเองต้องรำลึกอยู่ในใจเสมอว่า

  ไม่มีความเสี่ยง ก็ไม่มีผลตอบแทน

  ความเสี่ยงถือเป็นหลักพื้นฐานส่วนหนึ่งของสมการการลงทุน

กุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่การลงทุนที่ประสพความสำเร็จ ไม่ใช่การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง เพราะการที่เรามุ่งหวังแต่ที่จะทำเช่นนั้น จะทำให้เราต้องสูญเสียโอกาสในการแสวงหาผลตอบแทนที่อาจจะเป็นไปได้ แต่สิ่งเราควรจะทำนั่นก็คือการบริหาร “ ความเสี่ยง ”

           ผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนจะเป็นผลมาจากความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนโดยรวม การวิเคราะห์ผลตอบแทนระยะยาวจากการลงทุนในประเภทการลงทุนที่มีลักษณะใกล้เคียงกับเงินสด ตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ และหุ้นทุน บอกให้รู้ว่าหลักทรัพย์ทั้งสี่ประเภทจะให้ผลตอบแทนที่เป็นจริง (หลังหักเงินเฟ้อ) แตกต่างกันไป แต่สิ่งหนึ่งที่เราน่าจะมองคงจะเป็นความเสี่ยงที่อัตราผลตอบแทนจะติดลบ จะลดลงอย่างเป็นนัยสำคัญหลังจากระยะเวลาผ่านไป

Asset
Class

Historical
Long-term
Real return

Risk of a Negative Return over different period

 

% p.a.

1 Year

3 Years

5 Years

10 Years

20 Years

Bonds

0-3%

2%

0%

0%

0%

0%

Property

1-5%

14%

3%

1%

0%

0%

Equities

5-9%

25%

12%

6%

2%

0%

Source: The Road to Wealth by Paul Clitheroe/ipac securities

การกระจายความเสี่ยง และ ช่วงระยะเวลา

สองสิ่งที่สำคัญและอยู่ควบคู่ไปกับหลักพื้นฐานในการลงทุน ซึ่งจะช่วยบริหารความเสี่ยงของการลงทุนในพอร์ตได้เป็นอย่างดี นั่นก็คือ การกระจายความเสี่ยง และ ช่วงระยะเวลา

          การกระจายความเสี่ยง (Diversification) การพิทักษ์รักษาผลตอบแทนการลงทุนที่แท้จริง ย่อมจะเกิดขึ้นมาจากการเลือกลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทต่างๆกัน ซึ่งถือว่าเป็นหลักการพื้นฐานที่สุด หรืออย่างที่ใครหลายคนเคยบอกว่า อย่าเอาไข่ทั้งหมดใส่ในตะกร้าใบเดียว ถึงแม้ว่าการกระทำเช่นนั้นอาจจะให้ผลตอบแทนที่สูงมากกว่าในระยะสั้น ถ้าหากคุณลงทุนในหุ้นของบริษัทสี่แห่งด้วยมูลค่าเงินลงทุนเท่าๆกัน หากบริษัทหนึ่งเกิดตกหลุม มีผลการดำเนินงานที่ย่ำแย่ ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็จะมีผลต่อเงินลงทุนของคุณเพียงแค่ 25% เท่านั้น ในทางตรงกันข้าม หากคุณลงทุนในกองทุนที่ไปเลือกลงทุนในบริษัท 100 บริษัทเท่าๆกัน บริษัทที่ย่ำแย่ก็จะส่งผลเพียงแค่ 1% ของเงินลงทุนทั้งหมด และวิธีการหนึ่งที่ง่ายที่สุดในการกระจายการลงทุนก็คือการลงทุนผ่านกองทุนดัชนีนั่นเอง

          ช่วงระยะเวลา (Time) การลงทุนที่ดีต้องการเวลา การลงทุนในระยะเวลาสั้นอาจจะส่งผลทำให้เกิดความเสี่ยงสูงแต่หากมองกันยาวๆ เรื่องก็จะกลับหน้ามือเป็นหลังมือกันเลยทีเดียว ความสำเร็จย่อมขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่เราจะลงทุนในตลาด หรืออีกนัยหนึ่งก็คือเงินลงทุนของเราจะอยู่ในตลาดได้นานแค่ไหน ไม่ใช่การเลือกลงทุนตามจังหวะเวลาของตลาด Market timing

          แนวคิดในการลงทุน การเฉลี่ยต้นทุนการลงทุน หรือ Dollar Cost Averaging คือเทคนิคหรือแนวคิดการลงทุน ที่ออกแบบมาเพื่อลดความเสี่ยงของตลาด โดยใช้ระบบการเข้าไปซื้อหรือลงทุนในหลักทรัพย์หรือกองทุนตามช่วงเวลาและจำนวนที่กำหนดเอาไว้ แทนที่จะใส่เงินทั้งจำนวนในครั้งเดียว ก็จะกลายเป็นการลงทุนมูลค่าน้อยลง แต่หลายครั้งในแต่ละช่วงเวลาที่ยาวนานขึ้น ทำให้ต้นทุนที่เกิดขึ้นจะถูกเฉลี่ยด้วยมูลค่าของหลักทรัพย์ในแต่ละช่วงเวลา เพื่อเพิ่มฉนวนปกป้องผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของราคาของหลักทรัพย์ในตลาด

เอาล่ะนะเริ่มกันเลย !

ชักคันไม้คันมือกันเต็มที แต่ก่อนที่จะเริ่มลงทุนตามแผนการเฉลี่ยต้นทุนการลงทุนที่วางเอาไว้ คุณจะต้องจัดการหาคำตอบให้กับคำถามสามคำถาม

  ตัดสินใจให้แน่ว่าคุณจะสามารถแบ่งเงินเพื่อนำไปลงทุนได้เดือนละเท่าไร โดยคุณต้องมั่นใจว่าจำนวนเงินที่ว่านี้จะไม่ทำให้คุณเดือดร้อน แล้วคุณก็จะสามารถทำมันได้อย่างต่อเนื่อง ไม่เช่นนั้นแล้ว แผนการที่ว่านี้ก็คงจะไม่สัมฤทธิ์ผลเท่าที่ควร

  เลือกประเภทของการลงทุนที่เหมาะสม (กองทุนรวมดัชนี เป็นการลงทุนที่ค่อนข้างเหมาะสม เพราะมีการกระจายความเสี่ยงการลงทุนในพอร์ตอยู่แล้ว) ที่คุณต้องการที่จะลงทุนเป็นเวลานาน อย่างน้อยก็ควรจะมากกว่า 5 ปี ถึง 10 ปี ขึ้นไป

  ระยะเวลาในแต่ละช่วง (สัปดาห์ เดือน หรือสามเดือน ที่เหมาะที่สุด) ของการลงทุนในกองทุนหรือหลักทรัพย์ที่คุณได้เลือกเอาไว้ ถ้าเป็นไปได้ก็ควรจะจัดเตรียมการถอนเงินอัตโนมัติ เพื่อที่จะให้ขั้นตอนต่างๆเป็นไปโดยไม่ต้องห่วงว่าจะลืมหรือพลาดไปได้

ตัวอย่างแผนการเฉลี่ยต้นทุนการลงทุน (Dollar Cost Averaging)

คุณต้องการนำเงิน 120,000 บาท มาลงทุนในวันที่ 1 มกราคม คุณมีทางเลือก 2 ทางเลือก

  คุณสามารถนำเงินทั้งจำนวนลงทุนในครั้งเดียว หรือ

  คุณสามารถใช้แผนการเฉลี่ยต้นทุนการลงทุน โดยลงทุนครั้งละ 10,000 บาทต่อเดือน เท่าๆกันทุกเดือน ภายในระยะเวลา 1 ปี

          ถ้าหากคุณทุ่มเงินทั้งหมด 120,000 บาท ลงทุนซื้อกองทุนมูลค่าหน่วยละ 10 บาท ในวันที่ 1 มกราคม ก็เท่ากับว่าคุณได้ซื้อหน่วยลงทุนทั้งหมด 12,000 หน่วย สมมุติว่ามูลค่าหน่วยลงทุนตกลงไปเรื่อยในแต่ละเดือน และลงไปอยู่จุดต่ำสุดที่ 5 บาทต่อหน่วยในเดือนมิถุนายน ทำให้คุณเกิดอาการประหวั่นพรั่นพรึงอย่างหนัก เทขายทิ้งไปทั้งหมด คุณก็จะขาดทุนไป 50% และก็สมมุติเพิ่มเติมเข้าไปอีกว่าคุณไม่ได้ขายทิ้ง เก็บเอาไว้ และมูลค่าหน่วยลงทุนปีนป่ายไต่เต้ากลับขึ้นมา อยู่ที่ 10 บาทในเดือนธันวาคม ผลตอบแทนที่คุณได้ก็จะเท่ากับศูนย์พอดี

          แต่ถ้าหากคุณลองใช้วิธีเฉลี่ยต้นทุนการลงทุน ลงทุนครั้งละ 10,000 บาทต่อเดือน คุณกลับจะมีหน่วยลงทุนที่เหลืออยู่ในเดือนธันวาคม เท่ากับ 15,933 หน่วย มูลค่า 10 บาทต่อหน่วย ก็เท่ากับว่าเงินลงทุน 120,000 บาทของคุณได้เพิ่มมูลค่าขึ้นมาเป็น 159,331 บาท หรือเท่ากับได้ผลตอบแทนถึง 33% ถึงแม้ว่าในช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์จนถึงเดือนกรกฎาคม มูลค่าเงินลงทุนของคุณจะติดลบลงไปบ้าง แต่ด้วยหลักการเฉลี่ยต้นทุนการลงทุน หรือ Dollar Cost Averaging จะทำให้คุณสามารถกลับเข้ามาสู่แดนบวกได้เร็วกว่าการลงทุนทั้งจำนวนในครั้งเดียว

          ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว การผสมผสานกันระหว่างวิธีการเฉลี่ยต้นทุนการลงทุนกับการกระจายความเสี่ยงของกองทุนรวมดัชนี

          กองทุนรวมดัชนีถือเป็นกองทุนรวมที่มีการบริหารกองทุนในเชิงอนุรักษ์ โดยถูกออกแบบมาให้ลงทุนให้มีผลตอบแทนที่สอดคล้องกับตัวชี้วัดที่สำคัญ เช่นกองทุนรวมดัชนี SET-50 หรือ กองทุนรวมดัชนี SET ซึ่งนอกจากจะมีผลดีในเรื่องของการกระจายความเสี่ยงแล้ว กองทุนรวมประเภทนี้ยังมีค่าใช้จ่ายในการบริหารที่ค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับกองทุนที่บริหารในแบบเชิงรุกทั่วไปอีกด้วย ซึ่งอาจจะช่วยเพิ่มมูลค่าเงินลงทุนของคุณขึ้นได้อีกหลายพันบาทเลยทีเดียวในช่วงระยะเวลาการลงทุนที่นานพอสมควร

          การเฉลี่ยต้นทุนการลงทุนช่วยลดความเสี่ยงของตลาด หรือ Market Risk ในขณะที่กองทุนรวมดัชนีช่วยลดความเสี่ยงของบริษัทที่เราไปลงทุน Company-specific Risk ซึ่งการผสมผสานกันที่ว่านี้ถือเป็นตัวเลือกที่สุดแสนจะวิเศษสำหรับนักลงทุนที่ต้องการจะสร้างฐานความมั่งคั่งให้กับตนเองในระยะยาว นอกจากนั้นแล้วการยิงปืนนัดเดียวได้นกถึงสองตัวในอีกรูปแบบหนึ่งก็คือการเลือกลงทุนในกองทุนรวม LTF โดยใช้วิธีการเฉลี่ยต้นทุนการลงทุนในแต่ละเดือน ซึ่งนอกจากจะได้ลงทุนในกองทุนระยะยาวที่มีผลประโยชน์ทางด้านภาษีแล้ว ยังอาจจะได้เป็นผู้โชคดีจากการร่วมโครงการสนับสนุนการลงทุนในกองทุน LTF อย่างต่อเนื่องของตลาดหลักทรัพย์ก็เป็นได้

เปรียบเทียบทางเลือกการลงทุน 2 แบบ

 

ลงทุนแบบครั้งเดียว
ทั้งจำนวน (120,000 บาท)

ลงทุนแบบถัวเฉลี่ยทุกเดือน
(เงินลงทุนรวม 120,000 บาท)

มูลค่าทรัพย์สิน
สุทธิต่อหน่วย

มูลค่าเงินลงทุน
ที่เหลือ (บาท)

อัตรา
ผลตอบแทน %

เงินลงทุนใน
แต่ละเดือน(บาท)

จำนวน
หน่วยลงทุน

มูลค่าเงินลงทุน
ที่เหลือ (บาท)

อัตรา
ผลตอบแทน %

ม.ค.

10.00

120,000

-

10,000

1,000

10,000

0

ก.พ.

9.00

108,000

(10.00)

10,000

2,111

19,000

(5)

มี.ค.

8.00

96,000

(20.00)

10,000

3,361

26,889

(10)

เม.ย.

7.00

84,000

(30.00)

10,000

4,790

33,528

(16)

พ.ค.

6.00

72,000

(40.00)

10,000

6,456

38,738

(23)

มิ.ย.

5.00

60,000

(50.00)

10,000

8,456

42,282

(30)

ก.ค.

6.00

72,000

(40.00)

10,000

10,123

60,738

(13)

ส.ค.

7.00

84,000

(30.00)

10,000

11,552

80,861

1

ก.ย.

8.00

96,000

(20.00)

10,000

10,802

102,413

14

ต.ค.

9.00

108,000

(10.00)

10,000

13,913

125,214

25

พ.ย.

9.80

117,600

(2.00)

10,000

14,933

146,344

33

ธ.ค.

10.00

120,000

-

10,000

15,933

159,331

33

 

 

 

 

120,000